ข้อความต้นฉบับในหน้า
ใจไม่ไปข้องแวะกับความชั่วที่มาเย้ายวน
ความชั่วใดที่ไม่เคยทำ แต่ถ้ามีใครมาชวน มายั่วเย้า
ยั่วยวนให้ทำ มีความกล้าที่จะหักห้ามใจไม่ไปยุ่งกับมัน เช่น
ไม่เคยกินเหล้า ไม่เคยเที่ยวบาร์เที่ยวผับ แต่เพื่อนมาชวน
ต้องกล้าหักห้ามใจ หรือตลอดเวลาที่ทำราชการมาขนาดนี้
ไม่เคยคอรัปชั่นเลย วันนี้ได้เติบโตจากหน้าที่การงาน ได้
เป็นผู้ใหญ่ในวงการขึ้นมา เขายัดเงินก้อนโตๆ รอดใต้โต๊ะ
เข้ามา รีบหักห้ามใจไม่รับเลย แล้วกำลังใจมหาศาลที่จะสู้
กับความชั่วจะเพิ่มขึ้นมา เพราะถ้ากำลังใจน้อยๆ ต้านทาน
ความอยากไม่ไหวเวลาเขาเอาเงินพันเงินหมื่นมายื่นให้ใต้โต๊ะ
เตะทิ้งเลย กล้าปฏิเสธเขาได้ เพราะเห็นว่าเป็นเงินบาปเงิน
ชั่ว แต่พอเขาใส่มาให้เป็นเงินแสนเงินล้าน ถ้าความกล้าไม่
พอ กำลังใจไม่ไหว ก็ชักจะเห็นว่าชักจะไม่บาป ยิ่งถ้าหลาย
ล้านรีบคว้าใส่กระเป๋าทันที เพราะฉะนั้น ต้องกล้าหักห้ามใจ
จากความชั่ว ความชั่วใหม่จะได้ไม่เกิดกับตัวเรา
ประการที่ ๓ คือ กล้าหาญเบิกบานที่จะทำความดี
ใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ
ยกตัวอย่าง แต่ก่อนเคยนั่งสมาธิอยู่คนเดียว เหลียว
ไปทางไหนก็ไม่กล้าไปชวนใคร ทั้งๆ ที่รู้ว่านั่งสมาธินั้นดี
แต่กลัวเขาจะรู้ว่าเราเป็นนักปฏิบัติธรรม กลัวเขาจะหาว่าเชย
แต่เมื่อไรความกล้าหาญเบิกบานที่จะทำความดีนั้นเต็ม
เปี่ยมขึ้นมา คราวนี้กล้าที่จะเปิดบ้านตัวเองเป็นบ้านนัก
ปฏิบัติธรรม แล้วไปชวนเพื่อนบ้าน เพื่อนจากที่ทำงาน พอ
ตกเย็นให้มาสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิด้วยกัน นี้คือ กล้า
ที่จะทำความดีอย่างเต็มหัวใจ
ประการที่ ๔ คือ กล้าหาญเบิกบานที่จะทำความดีที่
เคยทำแล้วให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
คือ ความดีใดที่เคยทำแล้ว ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ทำซ้ำ
แล้วซ้ำอีกเรื่อยไป พยายามพัฒนาทั้งเวลา เพิ่มทั้งปริมาณ
และคุณภาพในการทำความดีให้ยิ่งขึ้นไป พยายามทำซ้ำ
แล้วซ้ำอีกเป็นร้อยครั้ง พันครั้ง หรือแม้จะต้องทำเป็นแสน
ครั้งล้านครั้ง ก็ไม่มีเบื่อ ไม่มีบ่น มีแต่กล้าหาญเบิกบาน
พยายามทำความเพียรนี้ให้เชี่ยวชาญชำนาญ จนกระทั่ง
ติดตัวติดใจเป็นนิสัยรักความเพียรชอบข้ามภพข้ามชาติ
เรื่อยไป นี้คือความกล้าหาญเบิกบานที่จะทำความดีที่เคย
ทำแล้วให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
๒๘ | สยามมิตร มกราคม ๒๕๔๓
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความกล้าหาญ
หรือวิริยะบารมีไว้ ๔ ประการนี้
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าประชาชนไทยหรือใครก็ตาม จะ
เด็กหรือผู้ใหญ่ คนหนุ่มหรือสาว มีการศึกษาอย่างไร
ประกอบอาชีพอะไร ตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ แต่ถ้าหากมี
ความเพียรทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว บ้านเมืองไทยที่ตกอยู่ใน
ภาวะศีลธรรมและเศรษฐกิจตกต่ำในเวลานี้จะพลิกฟื้นขึ้นมา
ได้อย่างทันตาเห็น เรื่องร้อนๆ ทั้งหลายในบ้านเมืองของ
เราจะได้บางเบา มีแต่ความร่มเย็นมาแทนที่ เพราะไม่ว่า
ใครจะทำอะไรก็ตาม ถ้ามีความกล้าตัดใจเลิกทำความชั่ว
กล้าหักห้ามใจที่จะไม่ข้องแวะกับความชั่วที่มาเย้ายวน
กล้าหาญเบิกบานที่จะทำความดีใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ และ
กล้าหาญเบิกบานที่จะทำความดีเดิมที่เคยทำแล้วให้ดียิ่งๆ
ขึ้นไป ผลงานที่ออกมานั้น ย่อมบังเกิดประโยชน์และ
คุณงามความดีอย่างใหญ่หลวงทั้งตนเอง ครอบครัว สังคม
และประเทศชาติโดยอัตโนมัติ
๕. พรอันประเสริฐสุดแห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรง
เป็นนักให้กำลังใจ
เมื่อมาถึงตรงนี้ พวกเราคงจะได้ข้อคิดจากเรื่องพระ
มหาชนกไปอย่างมากมาย และเมื่อมองย้อนกลับมาถึงการ
สร้างบารมีของตัวเรา ก็พอจะสรุปเป็นข้อคิดในทางปฏิบัติ
ได้อย่างน้อย ๓ ประการ
๑.
ความเพียรที่แท้จริง คือ ความกล้า
คนมีความเพียร คือ คนที่มีความกล้า เป็นคุณสมบัติ
ของคนที่มีกำลังใจสูง เพราะความเพียรเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำ
ประเดี๋ยวประวแต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นแรมเดือนแรมปี
และหลายๆ ปีจนกระทั่งหลายภพหลายชาติ
๒. นักสร้างบารมีตัดสินใจด้วยหลักธรรมของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ทำตามกระแสสังคม
คนประเภทนี้ไม่ตามกระแสคนอื่น แต่มีจุดยืนอยู่บน
หลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามธรรมดาของ
คนในสังคมส่วนมาก มักตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ แต่วิสัย
ของนักสร้างบารมีนั้น ไม่ตัดสินอะไรตามกระแส ถ้าสิ่งนั้น
พิจารณาไตร่ตรองตามหลักธรรมของพระพุทธองค์แล้วว่าผิด
แม้คนเป็นล้านว่าถูก ก็ยังขอยืนยันว่าผิด แต่ถ้าสิ่งใดที่ถูกต้อง