ข้อความต้นฉบับในหน้า
๗๒
รู้สึกว่างเปล่าเป็นครั้งที่ ๗,๐๐๐ ในชีวิต ก็เข้ามาแทนที่ ซึ่ง
กินเวลานานทั้งสิ้น ๑๕ วินาที พอดิบพอดีไม่มีขาดไม่มีเกิน
พร้อมๆ กับเกิดความท้าทายชิ้นใหม่ที่เด็กชายต้นจะทำให้
สำเร็จต่อไป นั่นคือ หาคำตอบให้ได้ว่า ทำไมคนจึงนิยม
เรียกพระจันทร์ว่า พระจันทร์ แต่ไม่นิยมเรียกว่า พระเดือน
ทั้งที่คำว่า จันทร์ กับ เดือน ก็หมายถึงสิ่งเดียวกัน แล้ว
เด็กชายต้นก็เริ่มมุ่งหน้าไปบนเส้นทางแห่งการค้นคว้าสาย
ใหม่ต่อไป
เรื่องที่เล่าให้มานี้ อาจมีใครหลายคนคิดว่าการที่
เด็กชายต้นยอมทุ่มเทอดตาหลับขับตานอนทั้งคืนนั้น เป็น
สิ่งที่ไม่สลักสำคัญอะไรนัก อีกทั้งดูจะไม่ค่อยเข้าท่าเข้าทาง
เท่าไร และยังเข้าข่ายไปทางความบ้าด้วยนั้น ก็คงจะจริง
อยู่สำหรับผู้ที่ไม่ใส่ใจอะไรในเรื่องนี้ แต่หากมองลึกลงไปใน
การกระทำของเขาแล้ว จะพบว่า เด็กชายต้นได้ความรู้จาก
การอ่านคำศัพท์ทุกตัวที่มีในพจนานุกรมไปคนเดียวเต็มๆ
อย่างไม่ต้องปฏิเสธ
ความสำเร็จของเด็กชายต้นนั้น ไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์ที่
เขาค้นพบ แต่อยู่ที่ความรู้ที่ซึมซับติดตัวเขาไปจนตลอด
ชีวิตต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ
เล่ามาถึงตรงนี้เราคงจะเห็นได้ถึงเสน่ห์ของเสียงต่างๆ
ที่มีในภาษาไทยกันแล้ว จึงอยากจะชี้ให้เห็นต่อไปถึงความ
ท้าทายในการใช้พจนานุกรมให้เกิดความชำนาญในการ
สื่อสารมากขึ้นอีกด้วย
โดยเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ๆ ตัว ที่เปรียบได้กับการไหว้
ครูก็คือ ต้องรู้ก่อนว่าความหมายของ พจนานุกรม คือ อะไร
และทำไมชีวิตนี้ต้องมีพจนานุกรม
โดยคำแปล พจนานุกรม หมายถึง หนังสือสำหรับค้น
ความหมายที่เรียงลำดับตัวอักษร
ประเด็นต่อมาก็คือ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเมืองไทยไม่มี
พจนานุกรม ?
ประการแรก ถ้าเมืองไทยไม่มีพจนานุกรมใช้ อาจ
เกิดปัญหาการตั้งชื่อของประชากรไทยทั้ง 50 ล้านคน เช่น
อาจมีการตั้งชื่อนายแดงเหมือนกัน ๔๐ ล้านคน ชื่อนายดำ
อีก ๑๐ ล้านคน มีชื่อ สมชาย สมหญิง สมศรี ลำดวน
รวมกันเป็นอีก ๙ ล้านคน มีชื่ออื่นๆ อีก ๑ ล้านคนเป็น
ชนกลุ่มน้อยในประเทศ แล้วจู่ๆ ถ้าวันหนึ่งมีการประกาศ
ตามหาทายาทชื่อ แดง
ที่หายตัวไป เพื่อมารับมรดกพันล้าน
แน่นอนว่า คนชื่อ แดง เป็นล้านทั้งประเทศ จะต้อง
เคลื่อนไหวมาขอรับมรดกทันที นี่เป็นตัวอย่างที่คิดเล่นๆ
ที่อาจเกิดขึ้นจริง ถ้าหากไม่มีพจนานุกรมใช้ในการตั้งชื่อ
จริงให้เด็ก
ประการที่สอง ถ้าไม่มีพจนานุกรม คนไทยในแต่ละ
ภูมิภาคคงอาจสับสนในการสื่อสารให้เข้าใจตรงกันได้ว่าสิ่ง
เดียวกันที่แต่ละท้องถิ่นเรียกนั้น ใช่สิ่งเดียวกันหรือไม่ เช่น
ภาคกลางเรียก ชื่อไม้พุ่มขนาดเล็กชนิด Annona squamosa
Linn. ในวงศ์ Annonaceae ดอกสีเหลืองแกมเขียว กลีบดอก
หนา มี ๓ กลีบ ผลสีเขียว ผิวนูนเป็นตาๆ เนื้อในผลหนา
ขาว รสหวาน มีเมล็ดมาก ว่าชื่อ น้อยหน่า ด้านภาคเหนือ
เรียกว่า บะน้อยแน่ ภาคอีสานเรียกว่า บักเขียบ จากตัวอย่าง
จะเห็นว่า ถ้าไม่มีพจนานุกรมใช้ตรวจสอบคำ คงยากที่จะรู้
ว่าชื่อเรียกทั้งสี่นี้ หมายถึงสิ่งเดียวกัน
ด้วยตัวอย่างเล็กๆ ทั้งสองข้อนี้ หากเกิดขึ้นจริงก็
คงจะพอทำให้คนไทยหัวหมุนกันไปได้ทั้งประเทศทีเดียว
และคงเห็นแล้วว่าโชคดีที่เมืองไทยยังมีพจนานุกรมมาช่วย
เป็นกลางในการสื่อสารและการศึกษาเล่าเรียน
ที่บรรยายมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า
การสื่อสารของคนเรานั้น เป็นชีวิตที่ขาดพจนานุกรมไม่ได้
และออกจะเป็นสิ่งน่าภาคภูมิใจยิ่งนักที่คนไทย มีภาษาไทย
มีพจนานุกรมไทยใช้เป็นของตัวเอง ไม่ต้องยืมภาษาของคน
อื่นมาใช้ คนไทยจึงควรศึกษาการใช้พจนานุกรมให้ชำนาญ
เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารภาษาไทย
ละ
ประการสุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดที่เห็นได้ชัดจาก
บทความนี้ ตั้งแต่เสียงหัวเราะในภาษาไทย คำเศร้าๆ ทั้งหลาย
ข้อความไพเราะกินใจต่างๆ รวมทั้งทุกตัวอักษรตั้งแต่คำ
แรกจนคำสุดท้าย ล้วนต้องพึ่งพาอาศัยพจนานุกรมไทยเป็น
หลักสำคัญ เพราะฉะนั้น โปรดหันมาใช้พจนานุกรมไทยให้
เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตตั้งแต่วันนี้กันเถิด แล้วจะ
เกิดผลดีต่อการพูดจาแบบภาษาคนไทย ที่ใช้ปัญญา
มากกว่าพละกําลัง