ข้อความต้นฉบับในหน้า
ส่ ว น ทิพยจักษุ
ของพวกเทวดา
สามารถเห็นกาย
มนุษย์ และพวกกาย
ทิพย์ของเทวดาได้
แต่ไม่สามารถเห็น
กายพรหมของพวก
พรหมเป็นต้นได้ แม้
พวกกายรูปพรหมที่
ลักษณะ ๓๒ ประการเป็นต้น อันสำเร็จมาแต่บุญหลายร้อย
อย่าง (ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในลักขณสูตร) ว่าเป็นที่
ตั้งแห่งพระญาณสัมปทา ปหานสัมปทา และอานุภาวสัมปทา
ส่วนความถึงพระธรรมกายอย่างบริบูรณ์ ท่านแสดง
การถึงด้วยอรหัตมรรคญาณ (มรรคญาณของพระธรรมกาย
หยาบกว่าก็ไม่
สามารถเห็นพวก
กายรูปพรหมที่
ละเอียดกว่าเป็นต้น
ได้ ดังที่พระผู้มีพระ
ภาคตรัสกับพรหมเป็นต้นว่า “ดูกรพรหม กายชื่อสุภ
กิณหะ กายชื่อเวหัปผละมีอยู่แล ท่านย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็น
กายนั้น เราย่อมรู้ย่อมเห็นกายนั้น” จะกล่าวไปไยถึงการเห็น
กายที่ละเอียดกว่านอกนี้เล่า อนึ่งพวกกายอรูปพรหมอาศัย
พรหมจักษุอันละเอียดสุดในโลกิยภูมิ ก็ไม่สามารถเห็นกาย
อรหัต) อันเป็นที่สุดแห่งการละสังกิเลสทั้งสิ้นพร้อมทั้ง ธรรมอันเป็นโลกุตระได้ ส่วนญาณจักษุของพระธรรมกาย
วาสนาได้ ว่าเป็นเบื้องต้นและเป็นที่ตั้งแห่งญาณสัมปทา มี
พระสัพพัญญุตญาณ และพระทศพลญาณ เป็นต้น อันเป็น
อสาธารณญาณ และพระอานุภาวสัมปทา มีการแสดง
ยมกปาฏิหาริย์ เป็นต้น ที่ถึงความเป็นเลิศ ซึ่งไม่ทั่วไปแก่
พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกพุทธเจ้าทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่า ความถึงพร้อมแห่ง
พระธรรมกาย เพราะมีพระปหานสัมปทาเป็นเบื้องต้นแห่ง
พระญาณสัมปทาและอานุภาวสัมปทา ฯ
ในคำว่า เห็นพระธรรมกายด้วยปัญญาจักษุ เป็นต้น
ท่านหมายถึง การเห็นพระธรรมกายโลกุตระด้วยโลกุตร
ญาณจักษุของกายธรรม อันพ้นวิสัยการเห็นด้วยมังสจักษุ
ของกายมนุษย์และทิพยจักษุอันเป็นโลกียญาณจักษุของ
พวกกายทิพย์ มีเทวดาและพรหม เป็นต้น เป็นความจริงที่
มังสจักษุของพวกมนุษย์ อันน้ำดีและเลือดเป็นต้นพัวพันไว้
จึงเห็นได้เฉพาะรูปกายอันเป็นกายเนื้อของพวกมนุษย์เท่านั้น
ไม่สามารถเห็นกายทิพย์ของพวกเทวดา และพรหมเป็นต้นได้
๘๘ | กัลยาณมิตร มกราคม ๒๕๔๗)
โลกุตระสามารถเห็นกายโลกียะและกายโลกุตระได้ทั้งหมด
และอาศัยมรรคญาณ อันเป็นปัญญาจักษุของพระธรรมกาย
เห็นอริยสัจสี่ ท่าให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ดังที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้ในจักขุสูตร (ขุ. อิติ.)ว่า “เพราะการได้
เฉพาะซึ่งปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม บุคคลจึงพ้นจากทุกข์
ทั้งปวงได้”
(จบ ธมฺมกายสมฺปตฺติ)