ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย วารสารกัลยาณมิตร ปี 2543 ฉบับที่ 1 หน้า 57
หน้าที่ 57 / 132

สรุปเนื้อหา

ธรรมชาติดั้งเดิมของคนไทยเรา เป็นคนอารมณ์ดี แจ่มใส ยิ้มง่าย ใจเย็น มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบทำบุญตักบาตรสม่ำเสมอ ภาพพจน์ของเมืองไทยใน สายตาฝรั่งมังค่าทั้งหลาย จึงเป็นเมืองเขตร้อนทางซีกโลกตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าอยู่ เพราะไม่ว่ามองไปทางไหน ก็สามารถพบเห็นรอยยิ้มแห่งความสุขของคนไทยได้ ตลอดทาง แต่แล้ววันหนึ่งเมืองไทยก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะเมืองไทยไม่สามารถ อยู่ท่ามกลางสังคมโลกได้โดยไม่ปรับตัว ชีวิตของคนไทยต้องผูกผันไปจากเดิม ด้วยความจำเป็น เริ่มตั้งแต่เมืองหลวงแสนสวยเปลี่ยนไปสู่เมืองอุตสาหกรรมที่ มากมายด้วยการแข่งขันและปัญหาอาชญากรรม เรื่องนี้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลกที่ต้องยอมแลกในคราวปรับเปลี่ยน เป็นเมืองอุตสาหกรรม เมืองไทยจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องรอยปั

หัวข้อประเด็น

- ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ธรรมชาติดั้งเดิมของคนไทยเรา เป็นคนอารมณ์ดี แจ่มใส ยิ้มง่าย ใจเย็น มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบทำบุญตักบาตรสม่ำเสมอ ภาพพจน์ของเมืองไทยใน สายตาฝรั่งมังค่าทั้งหลาย จึงเป็นเมืองเขตร้อนทางซีกโลกตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าอยู่ เพราะไม่ว่ามองไปทางไหน ก็สามารถพบเห็นรอยยิ้มแห่งความสุขของคนไทยได้ ตลอดทาง แต่แล้ววันหนึ่งเมืองไทยก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะเมืองไทยไม่สามารถ อยู่ท่ามกลางสังคมโลกได้โดยไม่ปรับตัว ชีวิตของคนไทยต้องผูกผันไปจากเดิม ด้วยความจำเป็น เริ่มตั้งแต่เมืองหลวงแสนสวยเปลี่ยนไปสู่เมืองอุตสาหกรรมที่ มากมายด้วยการแข่งขันและปัญหาอาชญากรรม เรื่องนี้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลกที่ต้องยอมแลกในคราวปรับเปลี่ยน เป็นเมืองอุตสาหกรรม เมืองไทยจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องรอยปัญหาการขาดความ สมดุลในการปรับตัวครั้งนี้ ผมหลบมุมความวุ่นวายของสังคมเมืองหลวงไปตั้งแต่ตอนเช้า ไปชม ความงามของวัดอรุณราชวราราม และนั่งรอดูภาพพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหนือ ยอดพระพุทธปรางค์ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาเกือบสองศตวรรษ บรรยากาศไทยแท้แบบนี้เอง ที่เมืองไหนๆ ในโลกก็ไม่มี ทำให้ชื่อเสียงความ วิจิตรงดงามของพระปรางค์วัดอรุณฯ จึงได้แพร่หลายเป็นที่รู้จักขึ้นชื่อไปทั่วโลก และดึงดูดชาวต่างชาติให้มาสัมผัสวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายร้อยปี ความสุขส่วนตัวแบบไทยแท้ที่สัมผัสได้ในยามเย็นนี้เอง ทำให้ผมเข้าใจ ความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยของปู่ย่าตายายได้มากขึ้นทีเดียว ในประวัติศาสตร์ไทยอันน่าภาคภูมิใจบันทึกว่า วัดอรุณราชวรารามเป็นวัด ประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่ง ราชวงศ์จักรี แต่เดิมเป็นวัดโบราณที่สร้างมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อว่า วัดมะกอก สันนิษฐานกันว่าคงมาจากชื่อตำบลบางมะกอก แต่เรียกกันจนเสียงหดสั้นเข้า เหลือเพียง วัดมะกอก ต่อมามีวัดมะกอกในคลองบางกอกใหญ่เกิดขึ้น จึงต้อง เรียกวัดมะกอกเดิม เป็นวัดมะกอกนอก เพื่อ ให้ทราบว่าเป็นคนละวัดกัน มีเรื่องเล่ากันปรัมปราว่า เมื่อสมเด็จ พระเจ้ากรุงธนบุรีกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนมา แล้ว มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึงทรงเสด็จกรีธาพลล่องมาทาง ชลมารค เมื่อถึงเวลารุ่งแจ้ง ทรงเสด็จมาถึง หน้าวัดนี้พอดี ทรงพระราชดำริเห็นเป็นอุดม มงคลฤกษ์ในการตั้งราชธานีใหม่ จึงโปรดให้ นำเรือเทียบท่า แล้วเสด็จขึ้นไปทรงสักการะ บูชาพระมหาธาตุองค์เดิมซึ่งสูง ๘ วา ต่อมา ความใจกล้าของช่าง ในการก่อสร้างพระ พุทธปรางค์นั้นต้อง ยอมรับยิ่งนัก เพราะการกำหนดให้ พระพุทธปรางค์ขนาด มหึมา สูง ๘๑ เมตร ๘๕ เซนติเมตร ประดิษฐานอยู่ริมตลิ่ง อันเป็นท้องคุ้งน้ำเซาะ นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ ฝีมือในการก่อสร้าง เอาการ กัลยาณมิตร มกราคม ๒๕๔๓ ๕๕
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More