ข้อความต้นฉบับในหน้า
๔๖
แบบที่ ๒. เรียกห่มคลุม คือต้อง
ห่มคลุมให้มิดหมดทั้ง ๒ ไหล่ คลุม
จนกระทั่งไม่เห็นหลุมคอ หรือไหปลาร้า
ของเรา ถ้าปล่อยให้เห็นโผล่ออกมา
เมื่อไรก็ถือว่าห่มไม่เรียบร้อย ยิ่งกว่านั้น
ยังต้องจีบม้วนเก็บชายให้เรียบร้อย
ไม่ใช่สักแต่ว่าพ้น ๆ เอา การห่มคลุม
ใช้ในโอกาสที่ออกไปนอกวัด
แบบที่ ๓. เรียกห่มดอง เป็นการ
ห่มที่รัดกุมทะมัดทะแมงมาก (ดูแบบ
การห่มของพระธรรมกาย) ใช้ห่ม
ขณะประกอบพิธีกรรมของสงฆ์ภาย
ในวัด เช่น ในพิธีบวช ฟังสวดปาฏิโมกข์
เป็นต้น
การห่มจีวรขณะอยู่วัด แม้ห่ม
คลุมไหล่ข้างเดียว ถือความสะดวกสบาย
พอสมควร ถึงอย่างนั้นก็ต้องให้เรียบ
ร้อย ไม่ปล่อยให้ด้วยหน้าด้วยหลัง คือ
ให้ชายจีวรที่ห่มต่ำกว่าชายสองที่นั่งเล็ก
น้อย และไม่ห่มเสียยาวย้วยลงไปลาก
ดิน ไม่สั้นเต่อ ๆ ลอยเกิดขึ้นมาจนเห็น
สปิง
โดยย่อ การนุ่งเบื้องบนจะต้อง
ปิดสะดือ เบื้องล่างจะต้องปิดเข่าลงมา
ครึ่งแข้ง การห่มต้องทำมุมผ้าทั้งสอง
ให้เสมอกัน และต้องไม่ปล่อยให้ผ้า
เลื้อยหน้าเลื้อยหลัง
จากธรรมเนียมของพระภิกษุ
ภิกษุณี แล้วกลายมาเป็นธรรมเนียม
การนุ่งผ้าถุงของหญิงไทย ตั้งแต่
โบราณมาล้วนนุ่งกันครึ่งหน้าแข้ง
ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคดีข่มขืนใน
สมัยปู่ย่า ตายายเราจึงไม่ค่อยมี
คนเราเริ่มเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ
๑๕-๑๖ ปี เรื่อยมา เมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่
แล้วก็ควรพยายามนุ่งห่มให้สุภาพตาม
พระภิกษุ แม้เด็กเล็ก ๆ ก็เช่นกัน โดย
เฉพาะเด็กผู้หญิง จะให้นุ่งกระโปรงสั้นๆ
ฟู ๆ ฟ้า ๆ เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไร
ก็ขอเตือนว่าไม่สมควร เพราะจะเพาะ
นิสัยชอบนุ่งชั่ว ห่มชั่ว และเหมือน
กับช่วยเร่งให้เด็กโตเป็นหนุ่มเป็นสาว
เร็วเกินวัย
การเร่งให้เด็กมีร่างกายเติบโต
สุขภาพพลานามัยแข็งแรงนั้นดีแล้ว แต่
การเร่งให้เกิดความรู้สึกเป็นหนุ่มเป็น
สาวเร็ว ๆ กลับไม่ดี ก่อนจะอธิบาย
สาเหตุขอท้าวความหลังประกอบสัก
หน่อย
หลวงพ่อเกิดและโตในชนบท
สมัยนั้น น้ำก๊อก น้ำประปาไม่มีใช้ จะ
อาบน้ำแต่ละทีก็ต้องอาบน้ำแม่น้ำ ขอ
อภัยเถอะ ถอดเสื้อ ถอดกางเกงได้ก็
กระโดดน้ำเล่นกันตูม ๆ สนุกดี อย่าง
ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เราเห็นกันทุก
วันนี้แหละ แก้ผ้ากระโดดกันมาจน
กระทั่งอายุ ๑๔ ปีแน่ะ พอเริ่มจะเข้า
อายุ ๑๕ ชักอาย จึงนุ่งผ้าขาวม้าลงเล่น
น้ำ
เท่านั้นแหละได้เรื่อง คุณป้าท่าน
ผ่านมาเห็นเข้า (ขณะนี้ถ้าคุณป้ายังมี
ชีวิตอยู่ก็ขาดอีกปีสองปีอายุคงครบ
๑๐๐ แล้ว) ท่านร้องเอะอะขึ้นมาทีเดียว
Kalyanamitra.org