การพาโคข้ามน้ำ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม หน้า 84
หน้าที่ 84 / 112

สรุปเนื้อหา

ด่ว ลงไปในน้ำลึกพอสมควรแล้ว จึงปลด โคออกน่ามารวมไว้ที่แห่งหนึ่ง แล้ว นำแพอีก ๒ แพมาผูกขนานที่ล้อเกวียน ใช้ไม้ไผ่พาดให้ติดต่อกัน ขันด้วยหวาย ให้แน่นหนาแล้ว เกวียนนั้นก็จะลอย น้ำได้ ถ้าเกวียนเบาก็ใช้เพียงแพเดียว ข้างล่าง เกวียนเหล่านี้จะต้องล่ามเชือก โยงติดต่อกันเป็นแนวยาว ครั้นเตรียม เกวียนเสร็จแล้ว จะต้องส่งโคข้ามฟาก ก่อน โคที่ข้ามนั้นย่อมว่ายน้ำข้ามไป แต่ ถ้าไม่จัดการให้ดีก็จะจมน้ำตายกันทั้งฝูง ครั้งแรกจะต้องสำรวจท่าฝั่งโน้นก่อน ว่ามีกี่ท่าซึ่งโคจะขึ้นได้ อย่างน้อยจะ ต้องเตรียมท่าขึ้นไว้ให้โคสักสามหรือ สี่ท่า คือขณะที่ข้ามนั้น โดย่อมถูกน้ำ พัดไปบ้าง จึงข้ามไม่ได้ตรงแนวระหว่าง ฝั่งทั้งสอง เมื่อขึ้นท่าที่หนึ่งไม่ได้ก็จะได้ ขึ้นในท่าถัดกันออกไป ซึ่งเราได้จัดส่ง คนไปคอยอยู่แล้ว ถ้าแพขนาดเกวียน

หัวข้อประเด็น

- การพาโคข้ามน้ำ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ด่ว ลงไปในน้ำลึกพอสมควรแล้ว จึงปลด โคออกน่ามารวมไว้ที่แห่งหนึ่ง แล้ว นำแพอีก ๒ แพมาผูกขนานที่ล้อเกวียน ใช้ไม้ไผ่พาดให้ติดต่อกัน ขันด้วยหวาย ให้แน่นหนาแล้ว เกวียนนั้นก็จะลอย น้ำได้ ถ้าเกวียนเบาก็ใช้เพียงแพเดียว ข้างล่าง เกวียนเหล่านี้จะต้องล่ามเชือก โยงติดต่อกันเป็นแนวยาว ครั้นเตรียม เกวียนเสร็จแล้ว จะต้องส่งโคข้ามฟาก ก่อน โคที่ข้ามนั้นย่อมว่ายน้ำข้ามไป แต่ ถ้าไม่จัดการให้ดีก็จะจมน้ำตายกันทั้งฝูง ครั้งแรกจะต้องสำรวจท่าฝั่งโน้นก่อน ว่ามีกี่ท่าซึ่งโคจะขึ้นได้ อย่างน้อยจะ ต้องเตรียมท่าขึ้นไว้ให้โคสักสามหรือ สี่ท่า คือขณะที่ข้ามนั้น โดย่อมถูกน้ำ พัดไปบ้าง จึงข้ามไม่ได้ตรงแนวระหว่าง ฝั่งทั้งสอง เมื่อขึ้นท่าที่หนึ่งไม่ได้ก็จะได้ ขึ้นในท่าถัดกันออกไป ซึ่งเราได้จัดส่ง คนไปคอยอยู่แล้ว ถ้าแพขนาดเกวียน มีพอต้องการ เราก็ปล่อยโคข้ามได้ที เดียวทั้งหมด ถ้ายังไม่พอก็จะปล่อยไป เป็นรุ่น ๆ เจ้าจงจำไว้ว่าในการปล่อย โคข้ามแม่น้ำนั้น จะต้องให้โคผู้ที่เป็นหัว หน้าฝูงข้ามก่อนแล้วให้โคนอกนี้ตามไป โดยลำดับ คือโคที่แข็งแรงโครุ่นและ ลูกโค ถ้าปล่อยโคผิดลำาดับก็อาจปั่นป่วน เป็นอันตราย เพราะโคย่อมตามหัวหน้า ฝูง ถ้าหัวหน้าไปตรงก็ว่ายตรงตัดกระแส น้ำไปได้ ถ้าหัวหน้าไปคด ก็ว่ายอดเคี้ยว เวียนวนเป็นเหตุให้ชักช้าหรือหมดแรง จมน้ำตาย ถ้าฝั่งตรงกันข้ามไม่มีท่าขึ้น มีตลิ่งชันหรือมีพงไม้รก หัวหน้าโคไม่ เห็นทางขึ้นจะว่ายกลับ เมื่อหัวหน้าโค ว่ายกลับ โคตัวอื่นที่ว่ายตามมาก็จะ ย้อนกลับบ้าง เลยว่ายวนจมน้ำตาย เพราะเราคุมการข้ามไม่ดีพอ” ถ้าเรา ปล่อยโคถูกลำดับและคุมการข้ามให้ดี แม้ลูกโตที่เกิดในวันนั้นก็จะว่ายน้ำ ตามแม่โคไปได้โดยสวัสดีจนถึงฝั่ง ครั้นโตข้ามเสร็จแล้ว เราก็ใช้โคนั้นแล ลากแพเกวียนซึ่งโยงติดต่อกันไว้ด้วย เชือกอันเหนียวแข็งแรงดี ซึ่งนำปลาย ข้างหนึ่งไปสู่ฝั่งโน้นด้วยเรือแลมีคน คอยคุมลำดับเกวียน ให้เข้าสู่ฝั่ง แล้ว ปลดแพส่งข้ามฟากมารับเกวียนชุดอื่น อีก การที่เราต้องละโคไว้ฝั่งนี้บ้าง ก็ เพื่อรอให้ส่งแพกลับแล้วจึงให้โคลาก เกวียนที่ผูกแพ ไว้ใต้ท้องเกวียนลงน้ำ ครั้นแล้วจึงปลดโคให้ขึ้นทางเก่า นำแพ อื่นอีกมาผูกขนานเกวียน ๒ ข้าง แล้ว จึงส่งโคและเกวียนข้ามฟากโดยนัยหน หลัง อนึ่ง ท่าที่โคและเกวียนจะขึ้นลง ก็ต้องเลือกสถานที่อันแน่นหรือที่ดิน ปนทราย ไม่เป็นหนุ่ม ถ้าในภูมิประเทศ ที่ไม่เคยข้ามด้วยแล้ว จะต้องตรวจตรา กันอย่างถี่ถ้วนก่อนปล่อยให้ข้ามไป ขบวนเกวียนของเรามีม้ามาด้วย เราจะ ต้องใช้แพขนาดใหญ่ให้มาลงไปยืนได้ นำข้ามไปทีละมาก ๆ” การตระเตรียมได้ล่วงไปตลอดวัน รุ่งขึ้น ต่อจากนั้นขบวนเกวียนทั้งปวง จึงได้ข้ามไปสู่ฝั่งวัชชีโดยสวัสดี ด้วยความ สามารถจัดคนและสั่งงานของธนิยะ หมู่เกวียนได้พักแรมคืนอยู่ ณ ชายหาด นั้น คืนนั้นเป็นวิถีทั้ง ๑๔ แห่งชุณห ปักษ์เดือนจิตระ พอตะวันตกได้พักใหญ่ ดวงจันทร์เกือบเต็มดวงก็โผล่ขึ้นทาง ทิศบูรพา และไม่นานนักก็สูงขึ้นพ้น ยอดไม้ ๑. รายละเอียดการพาโคข้ามน้ำ ดูพระ พุทธภาษิตจูฬโคปาลสูตร ๑๒/๕๑๘ พร้อมทั้งอรรถกถา ภาค ๒ หน้า ๓๕๗ สุรเสนะนั่งอยู่บนเกวียนกับ ท่านบิดา ณ หาดทรายอันยาวไปตาม ชายฝั่ง กระแสน้ำอันเป็นละลอกเพราะ ลมพัดจัด เมื่อต้องแสงจันทร์ก็เป็น ประกาย มองไปทางฝั่งตรงกันข้ามซึ่ง ไกลออกไปลิบ ๆ เห็นแสงไฟริบหรี่ จากหมู่บ้านบางแห่ง อากาศปลอด โปร่งสดชื่นยิ่งกว่าที่อื่น ๆ ซึ่งเคยพัก มาก่อน ทั้งนี้เพราะหาดทรายนี้ตั้งอยู่ ห่างฝั่งออกไป ไม่มีอะไรกำบังลมตะเภา อันพัดมาจากทิศใต้ บนฝั่งลึกเข้าไปมี เกวียนกองป้องกัน และหมู่ชาวแม่นธนู ตรวจตราอยู่ ธนิยะได้กล่าวขึ้นว่า "ณ ชายฝั่ง ตำบลปากคามโน้น สมเด็จพระ บรมศาสดาได้เสด็จข้ามฟากจากแคว้น มคธมาฝั่งวัชชีนี้ ในคราวที่กรุงไพศาลี เกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาด กษัตริย์ ลิจฉวีได้แต่งทูตไปทูลเชิญพระองค์ ให้เสด็จไปโปรด พระเจ้าพิมพิสารตาม เสด็จมาส่งทางฝั่งโน้น กษัตริย์ลิจฉวี เตรียมรับเสด็จอยู่ฝั่งนี้ มีภิกษุสงฆ์ ตามเสด็จเป็นอันมาก ในครั้งนั้น ได้ จัดเรือประดับด้วยดอกไม้วิจิตรบรรจง เป็นพาหนะถวายสมเด็จพระศาสดา การที่เรามาพักแรมที่หาดทราย เช่นนี้ จะต้องสังเกตทางทิศเหนือ ด้วยว่า ในระยะ ๑๐ วันหรือ ๒๐ วันนี้ มีเค้าว่าฝนตกหนักหรือไม่ เพราะบางที นอนอยู่ดี ๆ รุ่งเช้าอาจจะถูกกระแส น้ำหลากมาพัดจมน้ำตายกันหมด น้ำ ป่าที่หลากมานั้น ส่วนมากไหลมาแต่ ภูเขา ฉะนั้นการเดินทางและการพัก ผ่อนจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ๑. อรรถกถารตนสูตร สุตตนิบาต ภาค ๒ หน้า ๖๗ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More