ข้อความต้นฉบับในหน้า
๖๘
๑๘ เมษายน ๒๔๒๘
เริ่มรู้จักตนเอง
สิบสามวันที่ผ่านมาในการอบรมธรรม
ทายาท จากการที่นั่งสมาธิทุกวันทำให้
ได้รู้ในหลายสิ่งได้รู้ว่า ใจของตนเองนั้น
มีความคิดมากมายที่บรรจุอยู่ ได้รู้ว่า
ช่วงชีวิตที่ผ่านมานั้น เราปิดบังตัวเอง
หรือเข้าข้างตัวเองอย่างไร แต่พอมาถึง
วันนี้ วันที่ได้รู้จักใจของตัวเองดีขึ้น
จึงรู้และยอมรับกับตัวเองว่า แท้ที่จริง
เป็นความผิดของตัวเอง ความผิดที่มอง
ข้ามมานาน ต่อไปนี้คงต้องปรับปรุงตัวเอง
ให้ดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ อีกไม่นานจะต้องออก
ไปเผชิญกับโลกภายนอกซึ่งคงไม่สงบเหมือน
ที่นี่ คงมีแต่ความวุ่นวาย สับสน ยุ่งเหยิง
แต่ก็มั่นใจว่า ตนเองนั้นพร้อมแล้ว คงไม่
แปลก และถ้าสามารถรักษาใจให้ได้
เหมือนกับช่วงการอบรม ทุกสิ่งที่เผชิญ
คงไม่หนักหนาเท่ากับการควบคุมใจ
และการระวังใจให้อยู่นิ่ง อ่อนโยน ควร
แก่งาน เมื่อถึงเวลานั้น ผมพร้อมแล้ว
ที่จะก้าวออกไป และตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทิ้งวัด
ไม่ทิ้งการนั่งสมาธิ เมื่อได้ประสบกับตนเอง
ว่า ถ้าใจเรานิ่ง เราก็ไม่ต้องไปแสวงหาความ
สุขจากภายนอก แต่มันก็ยากสำหรับการ
ระวังรักษาใจให้เหมือนในช่วงอบรมนี้
๒ พฤษภาคม ๒๕๒๘
รับบาตรจากพ่อ
เมื่อบวช ผมไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่
นักในที่แรก ๆ แต่พอไปรับผ้าไตรจาก
พ่อ ผมบอกไม่ถูกว่ามีความรู้สึกอย่างไร
คำขอขมาที่ท่องมาอย่างดีดูติดขัดไปหมด
แม้จะย้ำกับตัวเองว่า ไม่ต้องตื่นเต้น
พยายามเอาใจจรดที่ศูนย์กลางกาย
เพื่อจะให้ตัวเองบริสุทธิ์ให้มากเท่าที่
จะทำได้ พอพิธีบวชผ่านไป และ
ผมได้ครองผ้าแล้ว มีความรู้สึกว่า
คุ้นเคย เหมือนกับว่าผมเคยใช้ชีวิต |
เช่นนี้มาแล้วในอดีต ทั้งที่ครั้งนี้
เป็นครั้งแรกที่ผมบวช มีความ
อบอุ่นพุ่งขึ้นมาเป็นริ้ว ขนลุก
ไปหมด ยิ่งตอนที่พ่อถวายบาตร
ผมไม่ได้มองพ่อเลย พยายามทำให้ท่าน
ได้บุญมากที่สุด ผมไม่รู้ว่าพ่อมีความรู้สึก
อย่างไรในตอนนั้น แต่พอออกมาข้าง
นอก พ่อได้มาพูดกับผมเกี่ยวกับเรื่อง
กระเป๋า เสียงของท่านสั่นเครือ
น้ำตาคลอ และท่านพูดกับผมตั้ง
สามสำเนียง คือ อีสาน คำเมือง
และไทยภาคกลาง ผมถึงได้รู้ว่า
ท่านปีติมากในการที่ผมบวชครั้งนี้
พอเดินผ่านสาธุชน เขาเหล่านั้นต่าง
ยกมือไหว้ ความรู้สึกในตอนนี้ คือ
พยายามทำให้สำรวมมากที่สุด และ
นึกพิจารณาตัวเองว่า ตัวเรานั้นมีค่า
พอหรือไม่ในการที่จะให้เขากราบไหว้
พิจารณาดูศีลของตัวที่รักษามาก็เห็นว่า
บริสุทธิ์ไม่มีมลทินมัวหมอง ดูสมาธิก็
ตั้งมั่น ผมจึงคิดว่า ผมพร้อมแล้วที่จะ
ให้เขากราบไหว้ แม้ตัวผมจะด้อยกว่า
ในด้านของวัยวุฒิ แต่ในด้านคุณวุฒิ
ผมคิดว่า เวลานี้ผมมีมากกว่าพวกเขา
ในแง่ที่ว่า เวลานี้ผมมีเพศเป็นบรรพชิต
๓ พฤษภาคม ๒๕๒๘
อยากให้เพื่อนมาตักบาตร
บิณฑบาตวันแรกผมได้ไปทาง
สายที่สั้นที่สุด คือ เดินจากหลังวัดไป
หน้าวัด ออกเดินก็ค่อย ๆ เดินไปเพราะ
เจ็บเท้าเนื่องจากต้องเดินเท้าเปล่า ทีแรก
ก็ตื่นเต้นเพราะเป็นวันแรก ได้ข้าวมา
หนึ่งทัพพีตรงคลองแอน แล้วผมก็
เดินเลี้ยวซ้าย พอมีคนตักบาตรก็พยายาม
มองในบาตร แต่พอเขายื่นมือมาตักบาตร
ใจก็คิดว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย พอรู้แล้ว
ก็อยากรู้ต่อไปว่า หนุ่มหรือแก่ใช่เพื่อน
หรือไม่ ใจที่คิดว่าจะไม่ดูนั้นก็หายไป
ต้องเงยหน้าขึ้นมอง ในวันแรกที่บิณ
ฑบาตใจไม่เป็นสมาธิ เพราะมัวแต่คิด
ว่าเพื่อนจะมาตักบาตรหรือไม่ พอไม่
เห็นก็รู้สึกผิดหวัง ตกลงบิณฑบาต
วันนั้นต้องเติมข้าวและกับที่วัด เพราะ
ได้มาไม่มาก
5 พฤษภาคม ๒๕๒๘
ใจเบิกบานวันบิณฑบาต
วันนี้ช่วงเช้า เป็นช่วงที่ผมออก
บิณฑบาตในเส้นทางไปทางคลองสาม
ครั้งแรกเดินบนถนนยังไม่เท่าไหร่ แต่
พอเลี้ยวลงไปตามคลองชลประทานที่
เป็นหินลูกรัง ความรู้สึกเจ็บเท้าก็เกิด
ขึ้นมาทันที สิ่งที่ทำได้เวลานั้น คือเอา
ใจไปจรดไว้ที่ศูนย์กลางกาย ครั้งแรก
ก็ยังยากเพราะใจยังกังวลอยู่ที่เท้า แต่
พอนานเข้า ใจก็เริ่มสงบ ความเจ็บปวด
เริ่มลดลง พอเดินไปได้สักพัก ความคิด
สิ่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า การที่เราออก
บิณฑบาตนี้ คงเหมือนเมื่อครั้งพุทธกาล
เพราะเราเดินในเขตของชนบทจริง ๆ
สองฟากเป็นสีเขียวของต้นข้าว และมี
สีเหลืองของผ้ากาสาวพัสตร์เดินตัดผ่าน
ลองหลับตานึกดูว่าจะสวยงามสงบ
เพียงใด ใจก็พลันชุ่มชื้น ความสงบเริ่ม
ก่อตัวมากขึ้น นึกอยู่เสมอว่า ครั้งนี้
เรามาโปรดสัตว์ เราต้องทำให้ดีที่สุด
บ้านแรกที่ตักบาตรและเป็นเพียง
บ้านเดียวในละแวกนั้น มีอยู่
สามคนด้วยกัน มีพ่อ และลูกอีก
สอง เป็นเด็กตัวเล็ก พอเขาตัก
ข้าวใส่บาตร ความเอ็นดูของผม
Kalyanamitra.org