ข้อความต้นฉบับในหน้า
า
ได้ ทำไมหนอ ของง่าย ๆ ทำอย่างเด็ก
อนุบาล อย่างที่หลวงพ่อบอกเราถึงท่า
ไม่ได้ ความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อเอาชนะ
ความเครียดความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น จิต
บอกตนเองว่า เราต้องทำได้ เราต้องไม่
ทำให้หลวงพ่อเสียใจ หลังจากทำวัตร
เย็นเสร็จแล้ว หลวงพ่อก็บอกให้เรานั่ง
สมาธิกัน ข้าพเจ้าก็จัดแจงกับท่านั่งให้
สบาย ๆ ปล่อยอารมณ์เรื่อย ๆ นึกถึง
ความเงียบสงัดบนดอยแก้ว ดอกไม้
หลากสีสวยงาม อากาศเย็นสบาย เมื่อ
จิตใจผ่องใสดีแล้ว หลวงพ่อก็บอกให้
พวกเราลืมตาขึ้นดูลูกแก้วในมือท่าน
เพื่อจะให้เป็นภาพติดตา เสร็จแล้วให้
นึกเห็นดวงแก้ว กลางกาย ให้ทบทวน
ดูหลายครั้งหลายหน ดวงแก้วที่หลวงพ่อ
ถืออยู่ในมือนั้น เมื่อต้องแสงไฟส่อง
ประกายวาววับสวยจับตาจริง ๆ แล้ว
หลวงพ่อก็ให้พวกเราค่อย ๆ ปิด
เปลือกตาลงช้า ๆ ให้ตรึกนึกถึงดวง
แก้วใส ๆ กลางกาย พร้อมกับให้ภาวนา
สัมมา อะระหัง ลูก ๆ ของหลวงพ่อทั้ง
ชายและหญิง ก็ปฏิบัติตาม จิตใจที่ว้าวุ่น
เมื่อตอนบ่ายก็คลายลง ใจสงบหยุดนิ่ง
เป็นพัก ๆ สภาพจิตดีขึ้น ทำให้มีกำลัง
ใจ เส้นกากะบาดซึ่งเฉไปเฉมา บางที
เลื่อนออกมาอยู่นอกกาย ตามสภาพจิต
ที่ยังหยาบอยู่ แต่พักนี้ค่อย ๆ ควบคุม
ได้แล้ว บางทีเมื่อใจจรดลงสู่ศูนย์กลาง
กายฐานที่ ๗ มีแสงสว่างเรื่องรองเกิด
ขึ้น พอตั้งใจเพ่ง จะดูว่าใช่ดวงแก้วหรือ
เปล่า ภาพนั้นกลับหายไป เอ้า เริ่มตั้ง
ต้นใหม่ บอกกับตัวเองว่า ใจเย็น ๆ
แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจเบา ๆ ทำใจ
ให้สบาย ๆ ใจสงบนิ่งอยู่สักครู่ รู้สึกมี
ความสุขดี ก็เลยทำใจนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น
ความสุขสงบ สบายกายสบายใจ เกิดขึ้น
อย่างประหลาด ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เห็นดวง
แก้ว ถ้าเห็นดวงแก้วจะสุขแค่ไหนหนอ
เมื่อหมดเวลานั่งสมาธิตอน
m
ทุ่ม
หลวงพ่อให้พร ขอให้เราหลับสบาย
เวลานอนให้ตรึกนึกถึงดวงแก้ว นึกถึง
บุญบารมีทั้งหลายที่ได้บำเพ็ญลุล่วงมา
แผ่กระแสจิตอันสงบเยือกเย็นของเรา
ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ให้พ้น
ทุกข์ ให้มีความสุขทั่วถ้วนหน้า พวกเรา
แยกย้ายกันกลับบ้านพักและไม่ลืมที่
หลวงพ่อก่าขับก่อนจากกัน
เช้ามืดวันอังคารที่
00
มีนาคม
๒๕๒๙ ข้าพเจ้าตกใจตื่นจากเสียงเรียก
ของเสาวนีย์ อีกเช่นเคย
"เร็ว ๆ พี่ ตีสี่สี่สิบนาทีแล้ว
เดี๋ยวไม่ทันทำวัตรเช้า” ข้าพเจ้าสลัดผ้า
ห่มออกด้วยความเกียจคร้าน อากาศเช้า
มีดหนาวเย็น ข้าพเจ้าไม่อยากลุกขึ้นเลย
เพื่อนร่วมห้องตื่นกันหมดแล้ว พี่จิตร
กาญจนา, อภิญญา กำลังแต่งตัว ผาณิต
กำลังแปรงฟัน ข้าพเจ้าเข้าเมืองตาหลิ่ว
ต้องหลิ่วตาตาม
อากาศข้างนอกมืดสลัวเย็น
เยือก สงบเงียบ ภาพยามเช้าตรู่ในบริเวณ
ยอดดอยนั้น ประทับใจข้าพเจ้า ยากจะ
ลืมอุบาสก-อุบาสิกาในชุดสีขาว กำลัง
เดินขึ้นเนินบ้าง ลงเนินบ้าง กระจัด
กระจายไปตามแมกไม้ใหญ่ยืนต้น เพื่อ
มุ่งตรงไปยังอาคารปฏิบัติธรรม ซึ่งตั้ง
ตระหง่านอยู่สูงสุดของยอดดอย หมอก
จาง ๆ แผ่กระจายทั่วไป หอมดอกไม้ป่า
กรุ่นเจือจาง ข้าพเจ้าสูดลมหายใจเข้า
เต็มปอดอย่างเต็มที่ หัวใจอิ่มเอิบเบิกบาน
สดชื่น มองภาพประทับใจนั้นนิ่งและ
นาน เพราะอดีตจะไม่หวลกลับมาอีก
ภาพเหล่านี้จะประทับใจข้าพเจ้าไปนาน
แสนนาน ไม่มีวันลืม
หลังจากนั่งสมาธิทำวัตรเช้าแล้ว
พวกเราก็ลงมาที่โรงอาหารเมื่อเวลา ๗
นาฬิกา พระภิกษุสงฆ์หลายรูปจากดอย
สุเทพมาบิณฑบาต พวกเราก็รีบซื้อ
อาหารที่ทางเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้จัด
เตรียมไว้ให้ตักบาตรพระกันจนอาหาร
ท่านล้นบาตรทุกองค์ ต้องหาภาชนะ
อย่างอื่นมาใส่ พวกอุบาสกทั้งหลาย
ต้องหอบหิ้วอาหารลงดอยไปส่งท่านถึง
วัด สาธุ ขออนุโมทนาบุญ อาหารเช้า
ข้าวต้มหมูสับร้อน ๆ อร่อยเหลือเกิน
รับประทานกันไปคุยกันไปถึงเรื่องปฏิบัติ
ธรรมว่า เป็นอย่างไรบ้าง บรรยากาศ
อบอุ่นเป็นกันเองเหมือนเราเป็นพี่น้อง
ท้องเดียวกัน ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส
เพราะเรารู้จักคำว่า “อภัยทาน” ตามที่
หลวงพ่อสั่งสอน วันนี้เราปฏิบัติธรรม
กันตามกำหนดการมิได้ขาด การนั่ง
สมาธิก็ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ แต่บางคน
ก็ยังล้าหลังอยู่ ทุกคนใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ
เพื่อหาศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ แต่
เจ้ากิเลสมารก็ยังดื้อดึงจะเอาชนะพวก
เราทุกวินาที มันหลอกล่อสารพัดอย่าง
เพื่อให้เราตกอยู่ใต้อำนาจของมัน
มนุษย์เรานี่หนอ ทำไมต้องตกอยู่ใต้
อำนาจกิเลส วันนี้พวกเราต่อสู้กับกิเลส
มารกันอย่างดุเดือดทุกคนเป็นเวลา 4
ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับ
แต่เราเป็นลูกหลวงพ่อ เราจะสู้อย่าง
เต็มกำลัง
(อ่านต่อฉบับหน้า)
Kalyanamitra.org
๖๕