ข้อความต้นฉบับในหน้า
ระหว่างที่เดินทางขึ้นเขาลงห้วย
ลัดเลาะไปตามชายป่าอย่างลำบาก
ลำบนนั้น ศิษย์ผู้นี้ได้แสดงความแปลก
ออกมา คือ ไม่สนใจช่วยเหลือพระสารี
บุตรเลย ท่านใช้อะไรก็ไม่ค่อยจะเต็มใจ
กราบทูลเรื่องราวต่าง ๆ แล้วจึงได้เล่า
ถึงศิษย์ผู้นี้ให้พระพุทธองค์ทรงทราบ
ด้วย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรง
ระลึกชาติแต่หนหลังแล้วตรัสว่า ไม่ใช่
ทำ ถ้าทำก็ทำอย่างเสียไม่ได้ ท่านตัก แต่เดี๋ยวนี้หรอกที่ศิษย์ผู้นี้ปฏิบัติ
เตือนก็เถียง พระสารีบุตรแปลกใจนัก
ที่ศิษย์มีนิสัยเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือ
เป็นหลังมือเช่นนี้ จะว่าท่านทำอะไร
ผิดจนศิษย์สิ้นความเคารพยำเกรงหรือ
ก็เปล่า ยิ่งคิดยิ่งสงสัย แต่ท่านไม่ได้
แสดงอะไรออกมา จนกระทั่งการงาน
ของท่านเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้เดินทางกลับ
ครั้นถึงเชตวันมหาวิหารแล้ว ศิษย์ผู้นี้
กลับปฏิบัติรับใช้ท่านอย่างดีเหมือนเดิม
ทำเอาท่านงงไปเลย เมื่อพระสารีบุตร
มาเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อ
ต่อพระสารีบุตรเช่นนี้ เมื่อชาติก่อน
โน้นก็ปฏิบัติอย่างนี้มาแล้วเหมือน
กัน เมื่อก่อนนั้น อยู่ในที่หนึ่งก็ทำตัว
อ่อนน้อมราวกับทาสที่นายเขาไถ่ตัวมา
แต่ครั้นไปอยู่อีกที่หนึ่งก็กลับทำตัวเป็น
ศัตรูกับนายเสีย พระสารีบุตรได้ฟังดังนั้น
ก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้น จึงอาราธนาให้
พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง
ซึ่งมีเรื่องราวดังต่อไปนี้ คือ
ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัต
ครองกรุงพาราณสี ชายแก่ฐานะดีคน
หนึ่งได้หญิงสาวมาเป็นภรรยา ทั้งสอง
มีลูกชายเล็ก ๆ อยู่คนหนึ่ง วันหนึ่ง
ชายชรานั่งครุ่นคิดถึงตัวเองและครอบครัว
ว่า
น
“เราก็แก่มากแล้ว เปรียบ
ไปก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง จะตายวัน
ตายพรุ่งไม่รู้ได้ ถ้าเราตายไป แม่
ไอ้หนูคงหาพ่อใหม่ให้ลูกแน่ ๆ
ถ้าเขาดีก็ดีไป ถ้าเขาไม่ดี ไม่รู้จัก
ทำมาหากิน มาล้างผลาญสมบัติ
ของเราหมด ลูกเราคงต้องลำบาก
เราควรจะเอาสมบัติไปฝังไว้ในป่า
ก่อนถ้าจะดี เมื่อลูกชายโตเป็น
หนุ่มแล้ว ค่อยให้เขาขุดไปเป็นทุน
ทำมาหากิน”
Kalyanamitra.org
๑๓