การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 6 หน้า 30
หน้าที่ 30 / 120

สรุปเนื้อหา

ในเสนาสนะอันเป็นสัปปายะจะปรากฏ แก่ใจเองว่าเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ไม่น้อย ถ้ารักจะปฏิบัติกันจริง ๆ เพื่อยืนยันเรื่อง นี้ ขอสาธกด้วยเรื่องพระบาทเล่นเป็น อุทาหรณ์ เสร็จสงครามแล้ว เจ้าพระยาอภัยทุฏฐ คามินี ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน รางวัลปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ ขุนพลบาทเสนเป็นพิเศษ บ้านเมืองใน กาลนั้นว่างศึกสงบสุข เพราะเหล่าอริราช ครั่นคร้ามไม่คิดหาญต่อสู้แต่ประการใด อันธรรมดาโลกียวิสัยของ ไม่ต้องผูก ไม่ต้องจูง ไม่ต้องรุ่นหลังเลย เพียงแต่ขี้เหวบอกว่า นั่นทางไปสวรรค์ สำหรับเจ้าเท่านั้น คนขลาด คนโง่ ก็จะ หลับตาพริ้มโจนลงสู่เหวสวรรค์ของเขา เพราะฉะนั้น ท่านผู้รู้จึงห้ามมิให้อยู่ใน สำนักของคนขลาด คนโง่ ไม่มีเหตุผล ไร้วิจารณญาณ แม้อยู่ในสำนัก เสือดุ สังคมมนุษย์ที่แสวงหาเกียรติยศ ผีดุ ยังดีกว่า ดั่งปาทเ

หัวข้อประเด็น

- การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๒๖ ในเสนาสนะอันเป็นสัปปายะจะปรากฏ แก่ใจเองว่าเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ไม่น้อย ถ้ารักจะปฏิบัติกันจริง ๆ เพื่อยืนยันเรื่อง นี้ ขอสาธกด้วยเรื่องพระบาทเล่นเป็น อุทาหรณ์ เสร็จสงครามแล้ว เจ้าพระยาอภัยทุฏฐ คามินี ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน รางวัลปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ ขุนพลบาทเสนเป็นพิเศษ บ้านเมืองใน กาลนั้นว่างศึกสงบสุข เพราะเหล่าอริราช ครั่นคร้ามไม่คิดหาญต่อสู้แต่ประการใด อันธรรมดาโลกียวิสัยของ ไม่ต้องผูก ไม่ต้องจูง ไม่ต้องรุ่นหลังเลย เพียงแต่ขี้เหวบอกว่า นั่นทางไปสวรรค์ สำหรับเจ้าเท่านั้น คนขลาด คนโง่ ก็จะ หลับตาพริ้มโจนลงสู่เหวสวรรค์ของเขา เพราะฉะนั้น ท่านผู้รู้จึงห้ามมิให้อยู่ใน สำนักของคนขลาด คนโง่ ไม่มีเหตุผล ไร้วิจารณญาณ แม้อยู่ในสำนัก เสือดุ สังคมมนุษย์ที่แสวงหาเกียรติยศ ผีดุ ยังดีกว่า ดั่งปาทเสนเป็นข้าใน ย่อมเขย่งแย่งกันสุดเอื้อม ผู้ใดถูก | พระเจ้าทุฏฐคามินี ผู้มีความขลาด ข้ามกำลังความสามารถของตน พระปาทเสน ในสมัยเมื่อพระเจ้าอภัยพุทธคามินี เสด็จเถลิงราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ ในพระนครอนุราชบุรี แห่งสิงหฬทวีป พระองค์ต้องทรงทำสงครามกับพญา ทมิฬราชเนือง ๆ ครั้งหนึ่งพระองค์ทรง แต่งตั้งปาทเสน นายทหารผู้ทรงกำลัง และความสามารถเป็นพิเศษ ขึ้นเป็น ขุนพลบัญชาการทัพ ทำให้กองทัพของ พระองค์เป็นกองทัพที่มีอานุภาพเป็นที่ ครั่นคร้ามเกรงขามของเหล่าปัจจามิตร ยิ่งนัก ทุกครั้งที่ขุนพลปาทเสนนำกองทัพ เข้าประชิดข้าศึก ฝ่ายข้าศึกจะถูกทำลาย อย่างย่อยยับ ในเชิงกำลังและความ สามารถของขุนพลที่ประจักษ์แก่ฝ่าย ข้าศึก ให้เกิดความครั่นคร้ามนั้น คือ ครั้งหนึ่งบาทเสนโลดขึ้นสูงได้ ๒๔ ศอก เข้าไปในกำแพงพังทะลายได้ ๓๑ ศอก พาทหารวิ่งเข้าไปภาย ใน จับพราหมณ์เหลราชได้ ข้าศึก ยอมแพ้ ได้ชัยชนะอย่างสูง ด้วยไม่ ได้เสียชีวิตทหารเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อพระยาทมิฬยกกองทหารเป็น อันมากเข้าล้อมเมืองอนุราธปุรี ลำพัง กองท้าลายกวาดล้างข้าศึก เฉพาะหน่วย ของขุนพลปาทเสนได้ดีค่ายทหารของ พระยาทมิฬแตกถึง ๓๒ ค่าย ฆ่าทหาร ล้มตายกว่า ๑๐,๐๐๐ เศษ ทำให้ทัพ พระยาทมิฬพินาศพ่ายแพ้ยับเยิน เมื่อ ก็ตำหนิแข่งชัก คิดล้างผลาญผู้ที่มี อานาจวาสนากว่าตนด้วยอุบาย นานาประการ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา แล้ว แม้ในปัจจุบันก็คงอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงตามวิสัยของโลก ซึ่งเป็นทาสแห่งความอยากและ ความทะเยอทะยานไม่รู้จักหยุด ต่อมาขุนพลปาทเสน ซึ่งได้รับ เกียรติยศเป็นยอดของทหารหาญ เป็นที่ โปรดปรานของพระมหากษัตริย์ ก็ถูก อำมาตย์ยุแหย่หาเลขเพ็ดทูลพระราชาผู้ มีวิจารณญาณน้อย พระทัยเบา ให้หลง เชื่อว่า ขุนพลปาทเสนจะคิดกบฏ เพราะ กำลังแสนยานุภาพของทหารพร้อมด้วย อาวุธทั้งหมดอยู่ในมือ หากปฏิวัติขึ้น เมื่อใด ก็สุดมือผู้ที่จะทัดทาน เพราะร้าย แรงยิ่งกว่าไฟป่าที่ลุกลาม สามารถล้าง ผลาญให้พินาศลงเร็วพลัน ดังนั้น พระ เจ้าอภัยทุฏฐคามินีก็หลงเชื่อ มีพระ บัญชาให้ควาญช้างปล่อยช้างซับมัน ถือกระบองเหล็กไปซุ่มอยู่ข้างทางเพื่อ ประหารชีวิตขุนพลบาทเสน ในขณะที่ เดินทางไปอาบน้ำในแม่น้ำ ตามคำ แนะนำของสิริวัลลภ อำมาตย์ผู้มุ่งร้าย ต่อขุนพล คนขลาด คนโง่เหมือนคนตาบอด ทำไมใครจะต้อนลงสู่อุบายของเขาไม่ได้ เพราะหลงรักราชบัลลังก์ เขลา ไม่เป็น ตัวของตัว ขาดวิจารณ์ปัญญา เมื่อยาม เช้ายังทรงยิ้มแย้มอยู่ แต่ยามเย็น กลับ ทรงสั่งให้ส่งข้างไปประหารเสีย อนิจจา พระองค์ช่างทําได้ลงคอ ช่างทําง่ายดาย เป็นความสำราญพระทัยที่ได้ทรงออก พระโอรูบัญชาออกไปได้ มิได้ทรงแย้มพราย ทีท่าว่าจะรังเกียจประการใด ดังฝนตก แบบไม่ตั้งเค้า ดุเดือด ผีดุ ก็ยังไม่ย้าย ดังนั้น ชอบแล้ว เพราะสัตว์จำพวกนี้นั้น ยังแสดงทีท่าก่อนแต่จะทำร้าย ให้เรารู้ ซึ่งเราอาจป้องกันตัวได้ด้วยการต่อสู้ หรือหลบหลีกเสียให้พ้นภัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านว่า เป็นบุญเป็นกรรมของแต่ละรูป แต่ละนาม ซึ่งไม่มีสิ่งใดจะเกียดกันได้ เพราะการมุ่งร้ายของฝ่ายหนึ่ง บางครั้งก็ เป็นเหตุให้เกิดผลดีของอีกฝ่ายหนึ่งได้ ด้วยนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวยืนยันไว้ ชัดว่า บางคราวบาปก็เป็นปัจจัยให้ เกิดเป็นบุญ และโดยนัยนี้ บุญก็เป็น ปัจจัยให้เกิดบาปได้เช่นกัน ผู้มีเกียรติ ที่โลกแซ่ซ้องสาธุ การหลายคนได้ถูกใส่ร้าย และรับ โทษหนักแทบจะไม่เป็นตัวมาก่อน ดูพระเวสสันดร หน่อพุทธางกูรของ เราเป็นอุทาหรณ์เถิด แม้ท่านขุนพล Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More