ข้อความต้นฉบับในหน้า
ครั้งนั้น ราชสีห์ (สิงโต) ตัวหนึ่ง
เป็นผู้ฉลาด เห็นดังนั้นจึงถาม ทราบจาก
ปากสัตว์ทั้งหลายอื่นว่า ที่โน่นแผ่นดิน
ทรุด ราชสีห์คิดว่า แผ่นดินทรุดนั้นไม่เคย
มี คงจะมีเหตุอื่นมากกว่า ถ้าเราไม่
ขวนขวายช่วยสัตว์พวกนี้ก็จะพากันวิ่ง
ลงทะเลตายหมด เพ
เพื่อเห็นแก่ชีวิตสัตว์
เหล่านั้น ราชสีห์จึงรีบวิ่งไปข้างหน้า
ไปดักอยู่เบื้องหน้าแห่งสัตว์ทั้งหลายด้วย
กำลังเร็วของตน บันลือสีหนาทขึ้น ๓
ครั้ง เมื่อสัตว์ทั้งปวงหยุดและมาประชุม
กันพร้อมแล้ว ราชสีห์ถามว่า
“ที่ว่าแผ่นดินทรุดนั้นใครเห็น
สัตว์เหล่านั้นพากันตอบว่าช้าง
เมื่อถามช้าง ช้างก็ซัดไปว่า
“พวกเราไม่รู้ดอก แต่พวกราชสีห์
ราชสีห์ขัดไปหาเสือโคร่ง เสือโคร่ง
ซัดไปหาแรด แรดดไปหาโคลาน โคลาน
ซัดไปหากระบือ กระบือซัดไปหาระบาด
ระนาดว่าพวกสุกร สุกรว่าพวกกวางรู้
กวางว่ากระต่ายรู้ เมื่อสืบไปในหมู่กระ
ต่ายก็ไปเจอต้นตอ คือ กระต่ายตัวที่วิ่ง
หนีเป็นตัวแรก ราชสีห์ถามกระต่ายตัว
นั้น กระต่ายก็เล่าความที่ตนคิด และ
เสียงที่ตนได้ยินให้ราชสีห์ฟัง ราชสีห์
ยึดกระต่ายตัวนั้นไว้แล้วปลอบสัตว์ทั้ง
หลายให้หายกลัว รับว่าจะสืบให้ได้ความ
จริงดังนี้แล้ว ยกกระต่ายขึ้นหลังวิ่งไป
ด้วยกำลังเร็วไปถึงคงตาลอันมีมะตูมแซม
เป็นระยะ ๆ เห็นผลมะตูมสุกผลหนึ่ง
หล่นอยู่ วางอยู่บนใบตาล แผ่นดินตรง
นั้นยังเรียบร้อยเป็นปกติดี ไม่ได้ทรุดเลย
ราชสีห์จึงนำกระต่ายขึ้นหลังรีบวิ่งกลับ
ไปยังหมู่สัตว์ที่ประชุมกันอยู่ ได้บอก
ความจริงทั้งปวงให้สัตว์ทั้งหลายฟัง ให้
หายตกใจกลัว กลับไปสู่ที่อยู่ของตน ๆ
ตรัสว่า
พระศาสด
าสดานำเรื่องนี้มาแสดงแล้ว
“กระต่ายได้ยินเสียงมะตูม
หล่น เข้าใจว่าแผ่นดินทรุด (เพราะ
วิตกกังวลถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว) จึงวิ่ง
หนี หมู่มฤคได้ฟังกระต่ายก็สะดุ้ง
กลัววิ่งหนีไปด้วย ผู้คล้อยตามเสียง
ผู้อื่นอย่างเดียว ไม่ใช้วิจารณญาณ
ของตน จัดว่าเป็นคนโง่เขลา เพราะ
เชื่อแต่ผู้อื่น จึงเห็นข่าวลือเป็นเรื่อง
ส่วนผู้มีศีลมีปัญญา พอใจในความ
สงบ เป็นปราชญ์ย่อมไม่เชื่อง่าย
ใช้วิจารณญาณแล้วจึงเชื่อ
ข้อสังเกต
เรื่องกระต่ายตื่นตูมนี้ ได้ยินมา
นานแล้ว ตั้งแต่สมัยต้นของชีวิต ที่มา
ของกระต่ายตื่นตูมก็มาจากเรื่องใน
ชาดกนี้เอง (พัทธภายชาดากุฏิกูลกวรรค
จตุกกนิบาต) เรื่องนี้แสดงให้เห็นหลัก
ความจริงอย่างน้อย ๒ ประการ คือ
๑) คนที่หวาดระแวงในเรื่องใด
อยู่แล้ว พอมีสาเหตุอะไรนิดหน่อยก็
ทึกทักเอาเป็นจริงเป็นจัง เช่น กระต่าย
กลัวแผ่นดินทรุด เพียงได้ยินเสียงผล
มะตูมลุกหล่นก็เชื่อว่าแผ่นดินทรุด
ความจริง คนที่กลัวในสิ่งไม่ควร
กลัวนั้นมีอยู่มาก บางคนกลัวจนกลาย
เป็นโรคประสาทหลอน เป็นการฆ่าตัวเอง
ให้ตายอย่างทารุณอย่างช้า ๆ ถ้าคิด
กันให้ดีแล้ว จะเห็นว่าไม่มีอะไร
น่ากลัวเท่าความกลัวของเราเอง
พวกพราหมณ์ผู้เคร่งในศาสนา
ฮินดู หรือศาสนาพราหมณ์กลัวตกนรก
ขุมปุตตะ เพราะไม่มีลูกชาย จึงต้อง
พยายามมีลูกชายให้ได้อย่างน้อยหนึ่ง
คน ความเชื่อถืออันนี้ฝังรากลึกลงใน
ดวงใจของชาวอินเดียจนไม่อาจถอนได้
และเพราะความเชื่ออันนี้ด้วยเหมือนกัน
ที่พลเมืองอินเดียล้นประเทศอยู่เวลานี้
เพราะเชื่อติดต่อกันมาหลายพันปี
พิจารณาให้ดีอาจเห็นในมุมกลับ
ก็ได้ คือคนมีบุตรนั่นแหละต้องตกนรก
ชุมปุตตะ คือต้องเดือดร้อนเพราะบุตร
ต้องเศร้าโศกเพราะบุตร มีหลักอันแน่
นอนอยู่อย่างหนึ่งว่า “ในโลกียวิสัยนั้น
บุคคลบันเทิงด้วยสิ่งใด ย่อมต้องเดือด
ร้อนเพราะสิ่งนั้น มากหรือน้อยเป็น
กรณี ๆ ไป”
คนไม่มีบุตร ความกังวลเรื่องบุตร
ย่อมไม่มี นอกจากจะไปต้องการเช้าแล้ว
ไม่ได้ตามที่ใจดิ้นรนเรียกร้อง
๒) คนโง่เป็นอันมาก พากัน
ดำเนินชีวิตอย่างโง่เขลา ทำอะไรตาม ๆ
กันไปโดยไม่พักต้องคำนึงถึงเหตุผล
ถึงความควรไม่ควรแก่สภาพของตน เพียง
เห็นเขาทำก็ทำตามบ้างอย่างเช่นสัตว์
ทั้งหลายที่ชวนกันวิ่งไปเป็นฝูง เพราะ
เห็นกระต่ายวิ่ง ต่อเมื่อได้บัณฑิตผู้หนัก
ในเหตุผลชี้แจงให้ฟังจึงเข้าใจเรื่อง และ
เลิกยึดถืออย่างงมงาย บัณฑิตเช่นนั้น
แม้คนเดียวก็มีประโยชน์แก่ชุมชนยิ่ง
กว่าคนเขลาเป็นพัน ๆ คนฉลาดมีความ
คิด ย่อมกล้าทำอะไรที่ผิดผู้อื่นบ้าง เมื่อ
เห็นว่าไม่เสียหาย
๓) “ผู้ขาย” ที่ไม่กล้าทำอะไร
ผิดกว่าผู้อื่นนี้ เป็นคนใจเหมือนผู้หญิง -
ที่ฝักใฝ่ในแฟชั่น จะกระดิกตัวหน่อยก็
กลัวเสียยิ่งกว่าอุบาสิกากลัวศีลขาด
แฟชั่นท่านสอนสั่งอย่างไรก็ต้องปฏิบัติ
ตามประหนึ่งว่าตัวเป็นทาส...ทาสแฟชั่น
นี้พระราชบัญญัติเลิกทาสก็ช่วยไม่ได้”
๑. จดหมายจางวางหว่า หน้า ๓๘ โดย น.ม.ส.
Kalyanamitra.org