ข้อความต้นฉบับในหน้า
ร่วมกับจันทรายณะมหาอำมาตย์แห่ง
แคว้นมคธ เวลาสิ้นไปแล้วถึง 4 ปี ต่อ
จากนั้นเมื่อเดินทางต่อไปอีกทางอุดรทิศ
พ่อได้ไปพบอาศรมแห่งหนึ่งในบริเวณ
ป่ามีอักขระจารึกไว้ว่า “ที่นี่รับสอน
เฉพาะผู้ไม่ต้องการจะเรียนอะไร”
“ในบริเวณอาศรมนั้นเงียบสงัด
ไม่มีศิษย์พลุกพล่านเหมือนสำนักอื่น
ชะรอยศิษย์ที่จะเรียนก็ล้วนแต่ต้องการ
จะเรียนอะไรสักอย่างหนึ่งทั้งสิ้น ซึ่ง
ชื่อว่าขัดข้องต่อการที่จะพักศึกษาอยู่
ที่นี้ จึงไม่มีใครอยู่เรียนด้วยได้ พ่อตรง
เข้าไปยังอาศรมนั้น ก็ได้เห็นอาจารย์ผู้มี
อายุประมาณ ๕๐ ปี มีผิวพรรณผ่องใส
และเท่าที่สังเกตดู เป็นผู้รักความเป็น
ระเบียบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณ
อาศรมนั้น ไม่มีอะไรที่รู้สึกว่าเกะกะรุงรัง
หรือควรตำหนิได้ว่าสิ่งนี้ควรอยู่ตรงนั้น
หรือสิ่งนั้นควรไปอยู่ที่อื่นดังนี้เลย
“พ่อพยายามตีความหมายของ
คำว่า “ที่นี่รับสอนเฉพาะผู้ไม่ต้องการ
จะเรียนอะไร” อย่างเร่งด่วน เพราะเมื่อ
พ่อเข้าไปหาท่านแล้วจะต้องโต้ตอบกับ
ท่าน ถ้าขบปัญหานี้ไม่แตก ก็คงไม่มี
โอกาสได้อยู่เรียนวิชาแปลกประหลาด
ที่พ่อเองก็ยังไม่รู้ว่าวิชาอะไรนั้นเป็นแน่
เมื่อได้ทบทวนถึงถ้อยคำต่าง ๆ ของนักคิด
โบราณที่พ่อเคยได้ยินได้ฟังมา ในสมัย
ที่เรียนวิชาตรรกและวิชานิรุกติแล้ว ก็
ทำที่เหมือนจะคิดได้ลาง ๆ แต่ยังไม่
แจ่มชัด แต่ได้ตัดสินใจไว้แล้วว่า จะต้อง
พยายามจนสุดความสามารถที่จะโต้ตอบ
กับท่านอาจารย์ประหลาดผู้นั้น ให้เป็น
ผลดีที่สุด
“พ่อได้ตรงเข้าไปทำความเคารพ
ท่านอาจารย์ผู้นั้น แล้วนั่งในที่ควรส่วน
หนึ่ง ท่านได้เพ่งมองดูอย่างถี่ถ้วน แล้ว
ถามพ่อขึ้นด้วยเสียงอันกังวาน มีลักษณะ
เข้มแข็งว่า
“ดูก่อนมาณพ! เธอคนนั้นมาจน
ถึงที่นี้ มีความต้องการสิ่งใดหรือ?”
“ข้าแต่ท่านอาจารย์, กระผมไม่
ต้องการอะไรเลย” พ่อได้ตอบท่านไป
อย่างนี้ รู้สึกว่าได้ทำความประหลาดใจ
ให้ท่านบ้างพอสมควร
“ถ้าอย่างนั้น เธอประสงค์จะเรียน
สิ่งใดเล่า?”
“ข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมไม่
ประสงค์จะเรียนอะไรเลย”
“ดูก่อนมาณพ เราถามเธอว่าต้อง
การอะไร เธอก็ตอบว่าไม่ต้องการ ครั้น
ถามว่าประสงค์จะเรียนสิ่งไร เธอก็ตอบ
ว่า ไม่ประสงค์จะเรียนอะไรเลย เมื่อเป็น
เช่นนี้ เราจึงขอเชิญเธอให้ออกไปจาก
สํานักของเราได้แล้ว”
“ข้าแต่ท่านอาจารย์ เพราะเหตุที่
กระผมไม่ต้องการอะไรจึงมาสู่สำนักนี้
นับเป็นการชอบธรรมแล้วที่กระผมจะพัก
อยู่ในที่นี้ได้ และท่านอาจารย์ก็อาจ
สอนกระผมได้ตามกำหนดในอักขระที่
จารึกไว้นั้น”
“ดีแล้ว! ราชกุมารแห่งกรุงมธุรา
พระบิดาของเธอกำลังประชวร คณะ
อำมาตย์กำลังตามหาตัวเธออยู่ และเชื่อ
ว่า จะมาพบเธอในบ่ายวันนี้ นี่เป็นเรื่อง
แรกที่เราบอกให้รู้ไว้เพื่อพิจารณาด้วย
ตนเอง”
“เมื่อได้ฟังถ้อยคำอันกล่าวถึงราย
ละเอียดว่าพ่อคือใคร และพระราชบิดา
กำลังเป็นอะไรเช่นนั้น พ่อรู้สึกตื่นเต้น |
จนบอกไม่ถูก มีอาการตัวเบาและขน
พองสยองเกล้า เป็นไปได้อย่างไร ที่พอ
ย่างเข้ามาพูดจากันสองสามคำ ท่าน
ผู้นั้นก็รู้ความเป็นไปของพ่อหมดสิ้น
จะเป็นไปได้หรือ ที่ว่าพระราชบิดาประ
ควร และคณะอำมาตย์กำลังเที่ยวตาม
หาพ่อ ทั้งจะมาพบกันในบ่ายวันนี้ด้วย
ถ้าเกิดเหตุขึ้นเช่นนั้นจริง ๆ พ่อจะทำ
อย่างไร? ในขณะที่พ่อกำลังนั่งตลิ่ง
คิดเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่นั้น ท่านอาจารย์
ก็กล่าวขึ้นมาว่า
“ไม่มีไกล ไม่มีใกล้ ไม่มีอะไร
ลึกลับ ถ้าคนเราสามารถเป็นนายของ
จิตใจตัวเองได้ แม้เธอจะเป็นคนแรกที่
สมควรอยู่กับเราในที่นี้ แต่เธอก็อยู่ไม่ได้
เพราะจะต้องกลับไปกับคณะอำมาตย์
แต่เราจะขอเตือนเธอว่า ถ้ามีเรื่องจะ
ต้องรบราฆ่าฟันกับใครแล้ว ขอให้ระลึก
ถึงคำที่เธอพูดกับเราว่า ไม่ต้องการอะไร
ไว้ให้ดี และข้อสำคัญที่สุด คืออย่าลืม
คำสั่งของอาจารย์คนแรกที่สอนวิชาบว่า
ให้ไปหาอาจารย์นอกประตูเมืองสาวัตถี
ด้านทักษิณก่อนใช้วิชารบ เราเองก็เคย
เป็นศิษย์ของอาจารย์ผู้นั้น โดยไม่รู้จัก
หน้ากัน เพียงแต่ฟังสืบมาจากผู้อื่นอีก
ต่อหนึ่งเท่านั้น เราก็มาหาความสุขได้
อย่างดีในป่านี้ และตั้งใจจะสั่งสอน
เฉพาะคนที่ตอบคำถามเราได้เช่นตัวเธอ
เท่านั้น โน่นบ่อน้ำด้านซ้ายของอาศรม
มีน้ำเย็นใสสะอาด มีภาชนะสำหรับตัก
เธอจงไปอาบน้ำเสียก่อนแล้วจึงกลับ
มาหาเราอีก”
“พ่อไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร ดูงุนงง
ไปหมด จำได้แต่เพียงว่า ได้ทำตาม
คำสั่งของท่านอย่างว่าง่าย เมื่ออาบน้ำ
เสร็จ รู้สึกเบาสบาย แล้วก็มาหาท่าน
อาจารย์ผู้นั้น ท่านนำผลมะทราง, หมาก
เม่า, มะหาดและมะพลับป่าอันสุกน่ากิน
ใส่ภาชนะไม้มาตั้งให้พ่อบริโภคแล้วก็
หายเข้าไปในอาศรม พ่อมีความกังวลใจ
อยู่ด้วยเรื่องพระราชบิดา ทั้งในตอนเช้า
Kalyanamitra.org