ข้อความต้นฉบับในหน้า
Der
แสดงว่าคงมีผู้ชื่นชอบอีก ทางวัดเกรงชำรุด
เสียหาย จึงต้องระวังทั้งมือใหญ่มือเล็ก
หน้าบันช่วงล่าง
อาจรวมถึงนกพิราบด้วยก็ได้นะ แต่เดี๋ยวนี้เป็น ของพระอุโบสถ
ค้นหาที่มาและคำแปลไม่เจอเลย คงเป็นคำ
เฉพาะที่ช่างปูนปั้นเรียกกันกระมัง ส่วนหนาที่
สุดของตัวมังกรก็ราวหนึ่งเซนติเมตร เกล็ด
เหล็กดัด ไม่ใช่อะไรหรอกเกรงคนร้ายจะเข้าไป
ขโมยของดีของงานในพระอุโบสถที่คนเขาสร้าง
ถวายเป็นพุทธบูชานั่นเอง แสดงว่าเดี๋ยวนี้
คนใจบาปหยาบช้ามากขึ้น เพราะวัตถุมันเจริญ
รวดเร็วเกินไปจนปรับจิตใจให้เจริญตามไม่ทันนั่น
เอง เฮ้อ! บ่นเป็นยายแก่อีกแล้วซิเรา
เบญจ์คงสงสัยว่า เอ...ปูนปั้นไปติดบน
แผ่นไม้ได้ยังไงใช่มั้ยจ๊ะ ฉันก็คิดเช่นนั้น ข้อง
ใจยังไม่หายเลย คนโบราณนี่เก่งจริง ๆ นะ
ฉันมหัศจรรย์ใจในความคิดและฝีมือท่านจังเลย
ฉันเข้าใจว่าเขาคงปั้นลายตอนปูนเปียก ๆ แล้ว
คงมียางไม้หรือหนังสัตว์ผสมอะไรต่อมิอะไรให้
เหนียว ๆ คล้ายกาว สามารถให้ปูนเกาะติดไม้
ได้ (ไม่รู้ว่าถ้าใช้กาวตราช้างสมัยใหม่จะติด
แทนได้มั้ย) เคยได้ยินผู้ใหญ่เรียกการปั้นปูน
ติดไม้แบบนี้ว่า ลายกระแหนะ พลิกพจนานุกรม
มังกรละเอียดยิบเชียว จนฉันหลงผิดคิดว่าเป็น
ไม้แกะสลัก น้าน้อยบอกจึงรู้ว่าเป็นปูนปั้น อ้อ...
ฉันเห็นมีตะปูตัวเล็ก ๆ ช่วยตรึงเป็นระยะ ๆ
ด้วย คงช่วยให้ปูนเกาะติดแน่นขึ้นนั่นเอง
ด้านในของบานหน้าต่างก็ลงพื้นแดงแล้ว
เขียนลายเฟืองอุบะเหนือลายเครื่องบูชาจีน
ด้วยสีทอง ตรงเช็ดหน้าประตูเช็ดหน้าหน้าต่าง
(บางคนอาจเรียก กรอบ ไม่ใช่ขอบนะ แต่ฉัน
ขอเรียกตาม น. ณ ปากน้ำาผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะ
เป็นลายดอกบัว ใบบัวเหนือน้ำ มีนกกำลัง
โบยบินและถลาดมดอกไม้ เขาลงสีทองปนแสด
บนพื้นไม้สีน้ำตาลดำ สวยงามอย่าบอกใครเชียว
ใบบัวพลิ้วไหวตามลม ดูราวกับกอบัวจริง ๆ
แต่คงเป็นบัวสวรรค์ เพราะสีทองนี้จะ
อ่านต่อฉบับหน้า
เมษายน ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๘๔