การฝึกโคและผลกรรม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2535 ฉบับที่ 4 หน้า 98
หน้าที่ 98 / 113

สรุปเนื้อหา

ตรัส นานมาแล้ว มีชาวบ้านคนหนึ่ง ต้องการฝึกโคของตน แต่โคนั้นไม่ยอม รับฝึก เดินไปหน่อยหนึ่งแล้วนอนเสีย ชาวนาผู้นั้นทั้งตีทั้งแทงด้วยปฏิก โคนั้น ก็เดินไปได้หน่อยหนึ่งแล้วนอนเสียอีก หลายครั้งหลายหน ชาวนาจึงผูกโคไว้กับ หลัก นำฟางและหญ้ามาสุมแล้วเผาโคถึง ความวิบัติแห่งชีวิตด้วยเหตุนั้น “ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ชาวนา ต้องตกนรกเป็นเวลานานเพราะเศษแห่ง วิบาก ชาวนาผู้นั้นถือปฏิสนธิในกำเนิดกา ถึงตายด้วยวิธีถูกเสวียนหญ้าพันคอมา ๙ ครั้งแล้ว “อีกเรื่องหนึ่งภิกษุจำนวน ๓ รูป เดินทางมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค มาพักอยู่ ณ ถ้ำแห่งหนึ่ง ตกกลางคืนศิลาก้อนใหญ่ กลิ้งลงมาปิดประตูถ้ำ ภิกษุเหล่านั้น พยายามช่วยกันผลัก แต่ศิลามิได้เขยื้อน เลย จึงจำต้องทนทุกข์ทรมาน อดข้าว อดน้ำอยู่เป็นเวลา 5 วันเศษ ในวันที่ ศิลานั้น ได้เลื่อนไหล

หัวข้อประเด็น

- การฝึกโคและผลกรรม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ตรัส นานมาแล้ว มีชาวบ้านคนหนึ่ง ต้องการฝึกโคของตน แต่โคนั้นไม่ยอม รับฝึก เดินไปหน่อยหนึ่งแล้วนอนเสีย ชาวนาผู้นั้นทั้งตีทั้งแทงด้วยปฏิก โคนั้น ก็เดินไปได้หน่อยหนึ่งแล้วนอนเสียอีก หลายครั้งหลายหน ชาวนาจึงผูกโคไว้กับ หลัก นำฟางและหญ้ามาสุมแล้วเผาโคถึง ความวิบัติแห่งชีวิตด้วยเหตุนั้น “ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ชาวนา ต้องตกนรกเป็นเวลานานเพราะเศษแห่ง วิบาก ชาวนาผู้นั้นถือปฏิสนธิในกำเนิดกา ถึงตายด้วยวิธีถูกเสวียนหญ้าพันคอมา ๙ ครั้งแล้ว “อีกเรื่องหนึ่งภิกษุจำนวน ๓ รูป เดินทางมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค มาพักอยู่ ณ ถ้ำแห่งหนึ่ง ตกกลางคืนศิลาก้อนใหญ่ กลิ้งลงมาปิดประตูถ้ำ ภิกษุเหล่านั้น พยายามช่วยกันผลัก แต่ศิลามิได้เขยื้อน เลย จึงจำต้องทนทุกข์ทรมาน อดข้าว อดน้ำอยู่เป็นเวลา 5 วันเศษ ในวันที่ ศิลานั้น ได้เลื่อนไหลไปเองโดยไม่มีใคร แตะต้องผลักดันเลย เกิดความกรุณา จึงมิได้ทำร้ายถึงชีวิต “ตัวอย่างแห่งกรรมที่พระคุณเจ้ากล่าว “พระผู้มีพระภาคทรงเล่าว่าเรื่องนี้ แล้วปล่อยมันไป เป็นวิบากกรรมของภิกษุ ๓ รูปนั้นร่วมกัน มานั้น ล้วนเป็นกรรมที่บุคคลกระทำโดย “ด้วยวิบากแห่งกรรมนี้ ภิกษุทั้ง ๓ เจตนาทั้งสิ้น ถ้ากรรมบางอย่างอันบุคคล ทำมา เรื่องอดีตมีว่า ในชาติก่อนภิกษุ รูปได้เคยอดอาหารในทำนองนี้มา ๓. กระทำโดยมิได้เจตนา จะอำนวยผล ทั้ง ๓ รูปนี้ เกิดเป็นเด็กเลี้ยงโค นำโค ชาติแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงเล่าเรื่องนี้ เพียงใด? หรือไม่ให้ผล?” แก่ภิกษุทั้งหลายแล้วทรงสรุปว่า ไปเลี้ยงในป่าแห่งหนึ่ง เขาพบเหี้ยใหญ่ k “ขอถวายพระพร กรรมชนิดนี้ กรรม คือกรรมสักเพียงแต่ว่าทำเมื่อให้ ผลเพลาที่สุด โอกาสที่จะให้ผลก็น้อย เมื่อใดกรรมอันบุคคลทำโดยเจตนาให้ผล ตัวหนึ่งจึงชวนกันไล่ตี เหี้ยเข้าหลบในรูที่ “บุคคลจะหนีกรรมของตนมิได้ เรียกว่า กตัตตากรรม หรือกตัตตาวาปน- จอมปลวก เด็กทั้ง ๓ คนจึงช่วยกันอุดรูไว้ เลย ไม่ว่าเขาจะอยู่กลางเวหาหรือป่า คิดว่าวันรุ่งขึ้นมาเลี้ยงโคแล้วจะเปิดรูด ใหญ่ จะอยู่ในมหาสมุทร หรือซอกเขา “แต่วันรุ่งขึ้นเขาชวนกันพาโคไป หรือท้องถ้ำใด ๆ ก็ตาม เลี้ยงที่อื่น ลืมนึกถึงเรื่องเหี้ยที่เขาอุดรูไว้ “ทำนองเดียวกันกรรมดีที่บุคคล หมดแล้ว เมื่อนั้นกรรมชนิดนี้จึงจะทำ อีก ๗ วันต่อมาเขาจึงกลับมาเลี้ยงโคที่ สั่งสมไว้ ย่อมคอยประคับประคอง หน้าที่ของมัน” เดิมอีก จึงระลึกได้ถึงเรื่องนั้น ชวนกันดึง ช่วยเหลือเกื้อกูลมิให้ผู้นั้นตกอับล่มจม หญ้าและใบไม้แห้งออก เห็นเหี้ยมีแต่ คอยเป็นเงาตามตัว สบโอกาสเมื่อไรจะ หนังหุ้มกระดูกคลานมานอนนิ่งที่ปากรู เข้าช่วยเหลือเมื่อนั้น” มันอดอาหารตลอดเวลา ๗ วันเด็กเหล่านั้น “พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่า พระผู้มีพระภาค ศาสดาแห่งท่านกล่าวว่า เจตนาเป็นตัวกรรม มิใช่หรือ เมื่อเป็น “พระคุณเจ้า!” พระเจ้าอโศกตรัส ดังนี้เหตุไฉนการกระทำหรือคำพูดอันไม่มี ๙๖ กัลยาณมิตร เมษายน ๒๕๓๕
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More