ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตามลักขณ์เที่ยว
เริ่มลงตั้งแต่ฉบับที่ ๕๙ ปีที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓
วัดราชโอรสฯ
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
เบญจ์เชื่อมั้ย วันนั้นเมื่อ
ฉันก้าวข้ามธรณีประตูพระอุโบสถ
ได้ไม่กี่ก้าวก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
แทบไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเหนื่อย
หรือเมื่อยหรอก แต่ตื่นตะลึงใน
ความงามอันมลังเมลืองจนลืม
กราบพระแน่ะ ก็โอ๊ย...มันงาม
เหลือสุดจะพรรณนาได้หมดจด
ฉันรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาในหัวใจจน
แทบจะสำลัก พลันได้ยินพี่นิภาทองพระ
ราชนิพนธ์อิเหนาช้า ๆ ใกล้ ๆ ตัว
“ใครยังไม่เห็นอย่าเพ่อตาย
เพริศพรายพ้นที่จะพรรณนา”
“โอ๊ย! จริงด้วย จริงด้วย!”
แล้วก็ยังเขียนไม่
ให้เบญจ์ฟัง
หมดนี่จ๊ะ ฉะนั้นยังตายไม่ได้
จริงมั้ย จริงมั้ย เบญจ์จา
ผนังด้านในโดยรอบพระอุ
โบสถ เขียนลายเครื่องบูชาจีน
เก๋งจีน ตำหนักจีน ตามช่วงว่าง
ระหว่างช่องหน้าต่าง
ฉันและพี่นิภาพอเห็นจิตร
กรรมฝาผนังดังกล่าวก็หลงใหล
(บน) พระบรมสาทิส บ้าพอกันทั้งคู่ พี่นิภาลั่นกล้องยิงภาพเอา ยิ่ง
ลักษณ์รัชกาลที่ ๙
๓
ในพระอุโบสถเขียน
โดยนายสมบุญ สว่าง
จันทร์
ฉันได้แต่
อุทานด้วยรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ และขนลุกซู่
จริงนะเบญจ์ ถ้าฉันต้องตายตอนนี้ ก็
นับว่าตายคุ้มแล้วละ
เพราะได้เห็นภาพและ
สิ่งต่าง ๆ ที่แปลกตางดงามสุดที่จะรำพันได้
ถูกต้อง อย่างไรก็ตามฉันยังมีหน้าที่เขียนเล่า
ภาพเอาอย่างไม่เสียดมเสียดายฟิล์มเลย อ้าย
ฉันก็ซี้ดซ้าดกรี๊ดกร๊าดจนน้าน้อยหมั่นไส้หลาย
ครั้ง ก็โธ่! มันงามจริง ๆ นะเบญจ์ อยากให้
เบญจ์เห็นเองเหลือเกิน จะได้รู้ได้เข้าใจว่าสิ่งที่
ฉันพร่ำพรรณนานั้น มันงามจริง ๆ เพียงใด
“แหม! อยากนอนดูทั้งวัน ถ้าไม่คิดว่า
เป็นผู้หญิงนะ
“นั่นซิ ถ้าไม่เกรงใจพระสงฆ์องค์เจ้า
ลักขณ์ก็อยากนอนดูภาพจริง ๆ นั่งดูมันไม่
พฤษภาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๘๑