ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไม่นานต่อมา พรานป่าชาว หนึ่งแล้วจึงแยกย้ายจากกัน
เมืองพาราณสีคนหนึ่งได้เดินทาง
มาล่าสัตว์ แล้วหลงทางกลับไม่ได้
เขาได้เดินไปในเส้นทางต่าง ๆ แต่ก็
หาทางออกจากป่าไม่ถูก มิหนำซ้ำ
เสบียงกรังที่ติดตัวมาก็หมดลง อด
อยากหิวโหยมาก หมดแรงหมด
รู้สึกว่าตนคงต้องตายแน่
กําลัง
แล้ว เขาจึงส่งเสียงร้องไห้อย่างคน
สิ้นหวัง 1
พญาช้างได้ยินเสียงร้องไห้
ของพรานป่า ก็คิดว่า
....คนที่ร้องไห้อยู่นี้คงต้อง
นายพรานป่าผู้นี้ ขณะที่เขา
นั่งบนหลังพญาช้างกลับเข้าเมืองนั้น
เขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า
"ถ้าเรากราบทูลพระราชา
ว่ามีช้างเผือกอยู่ในป่า แล้วให้คน
มาจับไปได้ เราคงได้รางวัลอย่าง
งาม..."
คิดแล้ว ระหว่างทางที่ออก
จากป่า เมื่อมีโอกาสเขาได้แอบทำ
เครื่องหมายไว้ตามต้นไม้ใหญ่ และ
โขดหินบางแห่งให้เป็นที่สังเกตไว้
ไม่ยาก การที่เราจะฆ่าหมอควาญ
ที่กำลังจะจับเรานั้น เป็นเรื่องง่าย
คาย แต่เราไม่อยากจะทำบาปหรอก
เพราะหมอควาญเขาก็ทำตามหน้า
คิดดังนั้นแล้ว พญาช้างจึง
ที่ของเขา....
ก้มศีรษะลงให้หมอควาญเอาหอก
ตอกศีรษะแล้วยืนนิ่งเฉย หมอควาญ
เดินถอยลงไปในสระบัวใกล้ ๆ มอง
ดูลักษณะของพญาช้างแล้ว รู้สึก
พอใจมาก จึงกล่าวว่า
"มาเถอะพ่อ"
เมื่อนายพรานกลับเข้าเมือง
แล้วพาพญาช้างเดินทางเข้า
ตายแน่ ๆ ถ้าไม่มีใครช่วย ตราบใด
พาราณสีแล้ว เขาได้ข่าวว่า ช้างเผือก
เมืองพาราณสีใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น
๙ วัน
ฝ่ายมารดาของพญาช้างเผือก
ที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะปล่อยให้ ของพระเจ้าพรหมทัตได้สิ้นชีวิต
ใครต้องตายไปโดยไม่ช่วยไม่ได้ หากผู้ใดสามารถชี้นำให้หมอควาญ
ไม่ใช่วิสัยของเรา เราจะไปช่วยเขา ไปจับช้างเผือกตัวใหม่มาได้แล้ว เมื่อลูกไม่กลับมาเป็นเวลานานก็
เดี๋ยวนี้แหละ”
พญาช้างจึงเดินไปยังพราน
จะให้รางวัลอย่างงาม
ช่างเป็นโอกาสเหมาะของ
ป่าผู้นั้น นายพรานเห็นพญาช้าง พรานไพรผู้นี้เสียจริง เขารีบไปเข้า
ซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ น่าเกรงขาม มี เฝ้าพระราชา กราบทูลถึงช้างเผือก
งายาวโง้งกำลังเดินตรงเข้ามา ก็ เชือกงามที่เขาเห็นในป่าเชือกนั้น
เกิดความกลัว คนสานถอยหน้า พร้อมกับอาสาพาหมอควาญไปคล้อง
ถอยหลังทำท่าจะวิ่งหนี พญาช้าง มาให้ได้
จึงกล่าวปลอบใจ
“พรานป่า ท่านอย่ากลัวเลย
เราได้ยินเสียงท่านร้องไห้ ท่านมี
ทุกข์อะไรหรือ เราพอจะช่วยท่าน
บ้างได้ไหม
“ข้าแต่นายข้าพเจ้าหลงทาง
นายพรานเข้าป่าไปยังที่อยู่
ช้าง แอบซุ่มดูอยู่ เห็นพญาช้าง
กำลังนำผลไม้ต่าง ๆ ไปยังที่อยู่
มองตน
ฝ่ายพญาช้างเผือกก็ได้เห็น
นายพรานเช่นกัน พญาช้างรู้ได้ทันที
ออกจากป่าไม่ได้ ต้องวนเวียนอยู่ ว่า ภัยกำลังจะมาถึงตน เพราะ
ทราบได้ทันทีว่า ลูกของนางซึ่งเป็น
ช้างเผือกที่สง่างาม คงถูกคนของ
พระราชาจับไปเสียแล้ว
นางรำพึงอย่างเศร้าสร้อยว่า
"ลูกรักของแม่จากไปเสียแล้ว
ไม่มาหากินผลไม้ใบไม้แถวนี้อีกแล้ว
ต่อไปนี้ ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้
ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง
และลูกเดือย ก็จะงอกงามไร้ผู้ใด
เหลียวแล แม้แต่ดอกกรรณิการ์อัน
หอมหวานที่เชิงเขา ก็คงจะบาน
แม่ไม่มาเด็ดหัก.....
สะพรั่งเต็มไปหมด เพราะลูกของ
“ต่อไปนี้ พระราชาหรือพระ
๗
อย่างนี้มาถึง ๗ วันแล้ว” นายพราน
นายพรานผู้นี้แล้ว
ราชกุมารพระองค์ใด เมื่อประทับ
พญาช้างคิดว่า ตนเองนั้น
บนคอของลูก เขาย่อมไม่มีความ
เป็นผู้ที่มีพละกำลังมาก สามารถสู้
สะดุ้งหวาดหวั่น เพราะลูกจะนำ
พระราชาและพระราชบุตรก็จะประ
ตอบ
“ท่านอย่ากลัวเลย เราจะ
พาท่านไปในที่อยู่มนุษย์เอง
พญาช้างจึงให้นายพรานนั่ง
บนหลัง พาไปส่งเข้าเขตชนบทแห่ง
๔๙ กัลยาณมิตร พฤษภาคม ๒๕๓๕
กับช้างอื่นถึง 0,000 เชือกได้ ชัยชนะมาให้พระองค์เสมอ และ
หากโกรธเมื่อไร ก็สามารถทำลาย
กองทัพทั้งกองทัพให้พินาศได้โดย ทานก้อนข้าวอันโอชารส ใส่ในถาด