ข้อความต้นฉบับในหน้า
ภาพเก่าไว้เยอะเหมือนกันนะ ถ้าหลานอยากดู
เปรียบเทียบกับวันนี้ที่เราเห็นก็ได้นะ”
“ถ้ากรมศิลปากรไม่เริ่มอนุรักษ์ สงสัย
รุ่นลูกหลานของลักขณ์ของภาคงไม่ได้เห็นเป็น
แน่”
“นั่น น้าก็เป็นห่วงว่าเด็กรุ่นหลังจาก
พวกเธอคงจะหาภาพจิตรกรรมจีนแท้ สวย ๆ
งาม ๆ ที่อยู่ในวัดไทยศึกษาไม่ได้ นับว่าเป็น
ความสูญเสียมรดกอันยิ่งใหญ่ของชาติเชียวละ
อาจจะเข้าทำนองที่ว่า พรุ่งนี้ก็สายเกินไปเสีย
แล้วก็ได้นะ”
“แหม! น่าเสียดายจังนะคะ” ฉันเสริม
ด้วยเห็นจริงตามน้าน้อย และพี่นิภา
ได้”
(ซ้าย) จิตรกรรมฝา
ผนังที่ดีที่สุดที่เหลือ
อยู่
(ขวา) จิตรกรรมฝา
“แต่ก่อนนี้เคยมีการบูรณะภาพที่วัดนี้ ผนังที่เขียนโดย ช่าง
บ้างไหมคะ” ฉันข้องใจ
“ไม่เคยบูรณะ แต่เคยคิดนะ
“หมายความว่าไงคะ”
“สมเด็จกรมพระยานริศฯ เคยทรงคิด
จะซ่อมแซมโดยการเขียนทับลายเดิม ได้ทรง
ผสมสีเต็มฝีพระหัตถ์ แล้วใช้พู่กันลอง
แต้มระบายสีน้ำเงินที่ผนังส่วนล่างด้านทิศใต้
ไว้เล็กน้อยเป็นรูปวงกลม แต่แล้วก็ต้องทรง
วางพู่กันละความพยายาม”
“ทำไมละคะ” ฉันถามตามอย่างคน
จีน แต้จิ๋ว ในสมัยรัช
กาลที่ ๓ น่าเสียดายที่
ชำรุดเสียหาย
“ก็ท่านไม่อาจผสมสีให้เหมือนของเดิม
“โอ้โฮ!” พี่นิภาอุทาน “ท่านน่ะขนาด
ฝีมือปรมาจารย์แล้วนะคะ ยังยอมแพ้” น้าน้อย
พยักหน้ารับช้า ๆ
นะคะ"
"แหม! การผสมสีสมัยก่อนนี่คงยาก
“จ้ะ เพราะสีที่เขียนผนังนี้ ไม่ใช้สี
วิทยาศาสตร์นี่จ๊ะ แต่เป็นสีจากธรรมชาติมา
จากเมล็ด เกษร ดอก ก้านดอก ใบ เปลือก
แก่น และรากของต้นไม้นานาชนิด เอามา
ผสมผสานกันจนเข้าที่ แล้วดูซิสีนี้ตั้ง ๑๕๐ ปี
ยังคงอยู่ สีไม่จาง ยังแจ่มใสเหมือนสีทาไม่นาน
ถ้าเป็นสีสมัยใหม่ที่ใช้ทาบ้าน อยู่นานถึง
๔๐ ปี ก็นับว่าเก่งแล้วละ
mon
“นั่นสิคะ ลักขณ์ยังจำจิตรกรรมฝาผนัง
ที่พระอุโบสถวัดปทุมคงคาได้ ซ่อมเมื่อราวปี
๒๕๐๐ พอฉลองกรุงฯ ๒๐๐ ปี ก็เริ่มกะเทาะร่วง
และสีเริ่มจืดแล้ว”
“เออ น้าก็ไม่รู้ว่า ชีวิทยาศาสตร์จะมี
ปฏิกิริยากับผนังปูนรึเปล่า สีที่ซ่อมที่วัดปทุมฯ
จึงไม่คงทน ไม่เหมือนสีที่มาจากธรรมชาติที่
ใจร้อน
๘๔ กัลยาณมิตร พฤษภาคม ๒๕๓๕