ข้อความต้นฉบับในหน้า
๒ ปี มีความรู้ภาษาไทยและภาษาขอม
พอสมควร จึงกลับไปอยู่บ้านเดิมอีก
ประมาณ ๑ ปี
๑
เมื่อท่านอายุได้ ๑๔ ปีโยมชาย
ได้ถึงแก่กรรมลง ท่านต้องเข้าควบคุม
การค้าแทนโยมผู้ชาย ขณะนั้นมีเรือ
บรรทุกข้าวข้างกระดานใหญ่สองลำ
พร้อมทั้งลูกเรือหลายคน ล่องเรือค้า
ข้าวระหว่างสองพี่น้องกับกรุงเทพฯ
กระทำเดือนละ ๒-๓ ครั้งเรื่อย ๆ มา
ในระหว่างทำการค้า ท่านฉลาดใน
พระครูวิณญานุโยค
(เหนี่ยง อินทโชติ) เป็นคู่สวด
สมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ
บวชที่วัดสองพี่น้อง
การปกครอง ลูกเรือต่างก็รักและนับ แต่ค้นหาตัวคนร้ายไม่พบเสียแล้ว ท่าน เหตุที่ท่านปฏิญาณตน
ถือท่านว่าเป็นคนเด็ดขาด มีความ จึงได้ตรวจดูทางหนีของคนร้าย เห็น บวชจนตาย
พยายามไม่ท้อถอยต่อการงาน คุณปู่ ฟองน้ำแตกเป็นทางไป จึงบอกให้ ท่านทำการค้าขายหาเลี้ยงโยม
นะเล่าว่า ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านล่องข้าว ตำรวจทั้ง ๔ คน ยืนคุมเชิงอยู่ที่มุม หญิงและครอบครัวตลอดจนผู้อยู่อาศัย
ลงมาขายที่กรุงเทพฯ กำลังอยู่ใน คันนา ตัวท่านเองตามคนร้ายไปตาม ในบ้านเรื่อยมาจนอายุของท่านย่างเข้า
กรุงเทพฯ จอดเรือที่คลองบางกอกน้อย รอยฝ้าน้ำ ตามไปประมาณกลางคันนา ๑๙ ปี ขณะที่ทำการค้าอยู่นั้น วันหนึ่ง
ถูกลูกจ้างของพี่เขยขโมยเงินและทอง พบคนร้ายนอนหลบซ่อนซังข้าวอยู่ เมื่อท่านนำเรือเปล่ากลับบ้าน (มีเงิน
พอมันเห็นท่านเข้าก็ดำน้ำวูบลงไป ที่ขายข้าวได้หลายพันบาท) เส้นทางที่
จะกลับบ้านเต็มไปด้วยอุปสรรคนานา
ไปประมาณ 9,000 บาทเศษ (ในสมัย
โน้นนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่) ท่าน ท่านก็เรียกตำรวจ และแจ้งให้ทราบที่
พยายามติดตามไม่ลดละ และได้ตั้งใจ ซ่อน ตำรวจดึงตัวคนร้ายขึ้นมาแล้ว ประการ น้ำในแม่น้ำลำคลองก็ไหล
ว่า เมื่อจับคนร้ายไม่ได้ท่านไม่ยอมกลับ จะสวมกุญแจมือ คนร้ายขัดขืน ตำรวจ
เด็ดขาด จึงเริ่มดำเนินการติดตาม จึงกระทั่งด้วยพานท้ายปืน ๒-๓ ครั้ง
โดยไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ นาย มันจึงยอมให้ใส่กุญแจมือได้ ต่อจากนั้น
ร้อยตำรวจฝรั่งถามถึงบ้านของขโมย ก็นำตัวคนร้ายกลับมายังบ้านเมียของ
เชี่ยว เรือก็ต้องแจวต้องถ่อ เพราะ
ไม่มีการลากจูงด้วยเรือยนต์ดังสมัยนี้
เมื่อนำเรือกลับ จำเป็นต้องผ่านลัด
คลองเล็ก ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “คลอง
บางอีแท่น อยู่เหนือตลาดใหม่
อ.นครไชยศรี จ.นครปฐม คลองลัดนี้
แล้วจึงนำตัว ไม่ยาวเท่าไรนัก แต่ทว่าเป็นคลอง
ทราบว่าอยู่คลอง ๑๒ นายร้อยตำรวจ มัน ค้นหาทรัพย์ของกลาง ก็พบ
ได้นำเรือกลไฟมารับในตอนเย็นไป หมกซ่อนอยู่ในกระบุงข้าวเปลือกเป็น
บ้านเมียเจ้าขโมย ท่านก็ไปกับนางพับ เงิน ๙๐๐ บาทเศษ
และตำรวจอีก ๔ คน ต้องแล่นเรือไป ผู้ร้ายมาผูกเข้ากับเสาเก๋งเรือไฟ ล่อง
ไม่หยุดเลยตลอดคืน พอสว่างก็ถึง เรือกลับลงมากรุงเทพฯ เมื่อถึง
ท่านเห็นหน้าคนร้ายโผล่ช่องหน้าต่าง สถานีตำรวจ ให้การแก่เจ้าหน้าที่
หลังบ้านอยู่ จึงแจ้งให้นายตำรวจทราบ ตำรวจเสร็จแล้ว ตำรวจได้เอา
กว่าเรือจะชลอฝีจักรกลับลำมาหยุด เรือมาส่งที่เรือข้าวของท่านที่คลอง
หน้าบ้านคนร้ายได้ กินเวลาหลายนาที
ท่านเห็นผ้าขาวม้าของคนร้ายก็จำได้
๑๔ กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๓๕
เปลี่ยวมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ปรากฏว่า
เรือค้าขายที่ผ่านไปมาทางนั้น มักถูก
ปล้นสะดมบ่อย ๆ ในตอนนี้ท่านเคย
เล่าให้ฟังว่า “อ้ายน้ำก็เชี่ยว อ้าย
คลองก็เล็ก อ้ายโจรก็ร้าย” เนื่องจาก
บางกอกน้อย แล้วท่านจึงนำเรือกลับ คลองเล็ก และโจรร้ายดังท่านกล่าว
บรรดาเรือสินค้าที่ผ่านไปมาได้ความ
บ้าน