ข้อความต้นฉบับในหน้า
เขียนจดหมายเล่าไล่ไปทีละวัดทีละรัชกาลให้
๔
สงบสุข จนพระมหากษัตริย์ทรงมีเวลาสร้างวัด (บน) พระวิหารหลวง
ได้งดงาม ที่พม่าก็เหมือนกันนะ กษัตริย์องค์ที่ หรือพระอุโบสถ
เก่งกล้าสามารถเท่านั้นจึงจะสร้างวัดใหญ่โตไว้
ตามภูเขาหรือริมแม่น้ำ เห็นได้แต่ไกลเชียวละ
ส่วนวัดประจำรัชกาลอีกความหมายหนึ่ง เพิ่งมา
ถูกกำหนดโดยรัชกาลที่ ๔ ทรงดำริว่า วัดใดที่
พระมหากษัตริย์องค์ใด หมายถึงรัชกาลที่
นะ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์หรือทรงสถาปนาใหม่
หรือโปรดปรานมากก็ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิแต่ละ
พระองค์ไปประดิษฐานใต้ฐานพระประธานวัดนั้น
ถือเป็นวัดประจำรัชกาลจ้ะ เช่น รัชกาลที่ 9 ก็
เป็นวัดพระเชตุพน รัชกาลที่ ๒ มีวัดอรุณฯ
เป็นวัดประจำรัชกาลไงจ๊ะ ก็อย่างที่ลักขณ์
๑-๓
“
เบญจ์อ่านนั่นแหละจ้ะ”rintiratsirawich
ดีเหลือเกินที่น้าน้อยกรุณาอธิบายให้ฉัน
หายสับสน กำลังเง็ง ๆ ใกล้ งงอยู่นะเนี่ย
เมื่อ “พูดถึงเจ้าอาวาสองค์แรกนะ หลานรู้มั้ย
ท่านเคยเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของรัชกาลที่ ๔
เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระภิกษุจำพรรษาอยู่ที่วัด
สมอรายหรือที่รัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชทาน
นามใหม่ว่า วัดราชาธิวาสไงจ๊ะ ท่านเป็นลูกศิษย์
เอกลูกศิษย์คนโปรดเชียวนะ ทรงบวชเป็น
สามเณรให้เองเชียวแหละ”
theps
“แหม! ก็เลยโชคดีไปนะคะ มิน่าถึงได้
รับอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส”
“แต่น้าว่าที่รัชกาลที่ ๔ โปรดปราน และ
อาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส คงมิใช่เพราะเป็น
ลูกศิษย์ก้นกุฏิหรอกจ้ะ แต่เห็นจะเป็นเพราะ
ท่านเป็นสามเณรที่ขยันเรียน และเป็นสามเณร
รูปแรกที่สอบได้เปรียญ ๙ ประโยค
“โอ้โฮ ! สอบได้ ๙ ประโยคตั้งแต่ยังเป็น
เณรเก่งชะมัดเลย ก็สมแล้วละค่ะที่รัชกาลที่
ผู้ทรงฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาจะทรงปลื้มและ
รักใคร่สนิทสนมโปรดปรานลูกศิษย์รูปนี้” พี่นิภา
ออกความเห็นคล้อยตามการ
ส “หลานรู้มั้ย ต่อมาท่านลาสิกขาบทแล้ว
กลับมาบวชใหม่เป็นพระภิกษุแล้วท่านสอบ
เปรียญ ๙ ประโยคได้อีกที ใคร ๆ ก็เลย
เรียกท่านว่า เปรียญ ๑๘ ประโยค” น้าน้อย
พูดอย่างขำ ๆ เราทั้งสองก็เลยพลอยขำไปด้วย
พี่นิภายกนิ้วหัวแม่มือขึ้นช้าๆ พร้อมกับพูดช้าๆ
ด้วยเสียงหนักแน่นราวกับโฆษณาสินค้า “แจ๋ว
และ “โอ้โฮ ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชด้วย
เก่งแท้ ๆ ก็สมควรนะคะท่านเก่งออกอย่างนั้น”
พี่นิภาเสริมแล้วถามว่า “นับเป็นสมเด็จพระ
สังฆราชองค์ที่เท่าไรคะน้าน้อย”
“องค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จ๊ะ อ้าว!
ถึงพอดี เข้าพักร่มเสียหน่อย ร้อนเหลือเกิน”
ตุลาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๘๕