ข้อความต้นฉบับในหน้า
BRURIL
owne
fafere
RIENCE
น “นั่นซิคะ ภาก็เคยเห็นอย่างนั้น พอเห็น
วัดนี้ก็งงพอ ๆ กับลักขณ์แหละค่ะ”
ๆ
แหม....ฉันนึกว่าฉันจะเชยไม่รู้คนเดียว
พี่นิภาก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อมภูมิไม่ถาม ชะ
ซะ...ซะ.. พี่เรานะพี่เรา วันหลังเถอะจะแกล้ง
อ่าเสียให้
เบญจจะ ฉันขอกล่าวย้ำอีกครั้งว่าที่วัด
ราชประดิษฐฯนั้นพระวิหารหลวงเป็นอาคาร
เดียวกับพระอุโบสถ น้าน้อยว่าหนังสือบางเล่ม
ก็เรียก “พระวิหารหลวง” บางเล่มก็เรียก
“พระอุโบสถ” บางเล่มก็ใช้ควบว่า พระวิหาร
หลวงหรือพระอุโบสถ ฉะนั้นเบญจจะเรียกพระ
วิหารหลวงหรือพระอุโบสถ รับรองว่าถูกต้อง
ทั้งนั้นจ้ะ ไม่ต้องเกรงว่าจะเชยเหมือนพี่นิภา...
แล้วก็..ฮะแอ้ม! เหมือนฉันด้วย สำหรับฉันขอ
เรียก พระวิหารหลวง จะได้ไม่ต้องเขียน “หรือ”
ให้เมื่อยมือ
- พระวิหารหลวงมีลักษณะทรวดทรงตาม
แบบสถาปัตยกรรมไทย เบญจ์คงจำได้นะจ๊ะว่า
เมื่อ ๒-๓ ฉบับที่แล้ว ฉันเล่าให้เบญจ์ฟังว่า
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงนิยมศิลปะ
๔๘ กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๓๕
(บน) จิตรกรรมฝา
ผนังภายในพระวิหาร
หลวง
Scenes
แบบจีน วัดราชโอรสซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาล
จึงมีรูปทรงอย่างศิลปะจีน ระยะนั้นเจ้านาย
๓
และขุนนางพลอยนิยมศิลปะจีนตามไปด้วย
วัดวาอารามจึงเป็นสไตล์จีนเป็นแถว AN
ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าฯ ผู้ทรงเป็นพระราชอนุชารัชกาลที่
ทรงหันมานิยมศิลปะไทย ฉะนั้นอาคารจึงหัน
กลับมาเป็นทรงไทยโบราณอีกครั้ง เรียกว่าซื้อ
ฟื้นศิลปะไทยโบราณว่างั้นเถอะ คือสร้างวัดก็
จะมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แล้วยังมีร่างแห
รวงผึ้งประดับหน้ามุข ซึ่งนิยมมากสมัยรัชกาล
ที่ ๑-๒ อีกด้วย ปัจจุบันศิลปะประยุกต์พัฒนา
เร็วเกินไป มากเกินไปจนใกล้จะเป็นศิลเปรอะ
เลอะไปหมด แม้ในงาน EXPO 1992 ที่จัดที่สเปน
เบญจอาจได้เห็นสถาปัตยกรรมอาคารของไทย
ใน TV. เหมือนฉัน ดูชอบกลพิลึกอยู่ ฉันบอก
ได้อย่างเดียวไม่ชอบใจเลยจ้ะ อ้าว....ไหงเลื้อย
ไปไกลนัก กลับมาวัดราชประดิษฐฯต่อดีกว่า
นะจ๊ะ
พระวิหารหลวงมีความยาว ๓ ห้อง
เบญจ์อาจจะคิดว่าฉันรู้ได้ไง ฉันก็นับเสานาง