ข้อความต้นฉบับในหน้า
กรุงเทพฯ แล้ว
สรุปเหตุการณ์ประจําวัน
เช้าตรู่ ๐๔.๓๐-๑๖.๓๐ น.ปฏิบัติธรรมและทำ
วัตรเช้า แล้วแผ่เมตตา หลังจากนั้นก็ปฏิบัติธรรม
ในช่วงเช้า บ่ายและเย็นตามปกติ ตอนบ่ายมีการ
แบ่งกลุ่มเหมือนเมื่อวานนี้ และตอนเย็นก็มีสมาชิก
มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ก่อนที่จะเริ่มช่วงเย็น
ได้ไปเดินเล่นที่หน้าผา ซึ่งมีถ้ำพระธุดงค์ หลวงพี่
ธวัชชัยกำลังปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น
สภาวะทางร่างกาย
วันนี้ทั้งวันความเมื่อยขบรุกรานหนัก
แต่เมื่อหลับตาแล้วน่าจะเป็นการเห็นด้วยใจ เช่น
แล้วแต่จิตของแต่ละคน
เวลาเราหันหน้าลูกแก้วที่ลอยอยู่ในจิตสำนึก หรือ
เวลาคิดถึงใครหรืออะไร คนนั้นภาพนั้นก็ปรากฏ
ขึ้นเลือนลางหรือชัด
แต่ข้าพเจ้าก็เชื่อคำแนะนำ จึงทำให้จิตใจว้าวุ่น
หงุดหงิดอย่างมาก ในขณะที่ปฏิบัติธรรมในช่วง
เช้าตรู่และช่วงสาย
เมื่อถึงเวลา ๑๑.๐๐ น. จึงไม่มีพัฒนาการ
อะไรขึ้นเลย จนกระทั่งได้นำความรู้สึกของใจมา
พูดคุยกับคุณพี่สมถวิลและสมาชิกคนอื่น จึงค่อย
เกิดความมั่นใจขึ้น และเริ่มต้นปฏิบัติตามแนวเดิม
ในเวลาที่เหลือตลอดทั้งบ่าย
ผลการปฏิบัติธรรม
- ตอนเย็นอาการเจ็บปวดหนักอึ้งจนนั่งกระสับ ความมั่นใจว่า ที่ตนทำมานั้นอาจจะไม่ถูกต้อง
ไม่
สามารถนั่งได้นานเกิน ๒๐ นาทีบนอาสนะที่เตรียมไว้
จึงต้องขออนุญาตไปนั่งที่เนินดินเช่นเดิม
กระส่าย (เปลี่ยนที่แล้วก็ไม่หาย)
สภาวะทางจิตใจ
สภาพจิตใจในช่วงแรกย่ำแย่มาก เพราะความ
ช่วงเช้าตรู่และช่วงสาย ด้วยจิตใจที่ปราศจาก
ข้าพเจ้าก็ลองเริ่มต้นใหม่ พระอาจารย์และพี่ ๆ
บอกให้ทำใจให้สบาย ทำให้ง่าย ๆ ข้าพเจ้าก็
จินตนาการว่า ร่างกายกลวงเป็นบ่อน้ำ ไม่สร้าง
นิมิต เพียงแต่ทำใจให้สบาย ไม่ช้าเมื่อจิตเข้าสมาธิ
สงสัยลังเลระหว่างการเห็นนอกกายและเห็นในกาย ก็เห็นภาพองค์พระบ้าง ภาพอื่น ๆ บ้าง ปรากฏ
เมื่อวานนี้ได้พูดคุยกับคนอื่นที่ปฏิบัติธรรมได้ดีแล้ว ขึ้นเบื้องหน้าอีก ลักษณะนี้เองที่คนอื่นบอกว่าเป็น
ให้ความเห็นว่านิมิตหรือภาพที่ข้าพเจ้าเห็นนั้น เป็น การเห็นด้วยตา ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าหลับตา และมี
การเห็นด้วยตาเนื้อ ข้าพเจ้าก็นึกเถียงอยู่ในใจว่า หน้ากากแว่นตาปิดด้วย
การเห็นด้วยตาเนื้อน่าจะหมายถึงเมื่อลืมตาเห็น
ข้าพเจ้าลองวิธีใหม่คือนับ ๑-๕๐๐ ก็ไม่มี
มีนาคม ๒๕๓๖ กัลยาณมิตร ๖๙