ข้อความต้นฉบับในหน้า
“โรงหมอ” ฉะนั้นจึงมีประเพณีการทำศพกัน
ที่บ้านเริ่มด้วยการอาบน้ำศพ รดน้ำศพ สวด
พระอภิธรรมหน้าศพ ทำบุญเลี้ยงพระเมื่อตาย
ครบ ๒' วัน, ๕๐ วัน, ๑๐๐ วัน และเก็บศพไว้
ที่บ้านจะกี่วันก็ได้ เป็นแรมเดือนแรมปีก็มี จึง
นำไปเผาที่วัดหรือในป่าโดยต้องสร้างเมรุเผาเอง
เมื่อเผาแล้วน่า อัฐิกลับมาตั้งบูชาที่บ้าน ปัจจุบันนี้
โรงพยาบาลมีมาก เมื่อผู้ใดเจ็บไข้อาการไม่ดี
เกินกว่าที่จะดูแลเองได้ เจ้าของไข้จะนำ คน
ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล ถ้าคนป่วยตาย
ทางโรงพยาบาลก็ยังช่วยแนะน่า และอำนวย
ความสะดวกต่างๆ ให้ บางแห่งมีรถบริการ
ช่วยส่งศพไปยังวัดด้วย นับว่าสะดวกแก่เจ้า
ของไข้ไม่น้อย
อนึ่ง สภาวะแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยน
คืนเรื่อยมาจนถึงงานเผาศพ เพียงเตรียมเงิน
ไปอย่างเดียวเท่านั้น จะให้จัดใหญ่โตหรูหรา
เพียงใดก็ได้ ทางวัดจะมีเจ้าหน้าที่บริการให้
ทุกประการ ไม่ว่าโลงศพ ดอกไม้ประดับหน้า
ศพ เครื่องไทยธรรม อาหารสำหรับเลี้ยงพระ
อาหารว่างเลี้ยงแขกผู้มาร่วมงาน และอาหาร
เช่นศพแต่ละวัน และเนื่องจากคนตายมีทุกวัน
วันละหลายศพ จนเต็มทุกศาลาของทุกวัดที่มี
ดังนั้นวัดหลายแห่งจึงพยายามท่าน พิธี
ให้สั้นเข้าและรวดเร็วขึ้นให้เหมาะกับสภาวะสังคม
เมรุเผา
ไม่ถึงชั่วโมง
เมืองที่มีแต่ความรีบเร่ง แม้แต่การสวดพระอภิ
ธรรมหน้าศพก็หดสั้นเข้าทุกที
พิธีการทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย ด้วยเหตุนี้จึง
ทำให้คนสมัยนี้ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
“ประเพณีการทำ ศพ” ที่คนไทยเคยทำมาก่อน
ไปมาก การตั้งศพนำเพ็ญกุศลที่บ้านไม่สะดวก ผู้เขียนจึงได้ค้นคว้าและเขียนบทความนี้ขึ้นเพียง
ดังแต่ก่อน ด้วยขนาดบ้านเล็กลง ไม่ค่อยมี
มุ่งหวังให้คนรุ่นผู้เขียน รุ่นลูกหลานพอรู้ว่าแต่
บริเวณเพราะเป็นบ้านจัดสรร จึงทำให้เจ้าภาพ
ก่อนนั้นเขาจัดงานศพกันอย่างไรเท่านั้น ส่วน
จ่าต้องหันไปใช้บริการของวัดซึ่งสะดวกกว่ามาก เดี๋ยวนี้เขาท่าอย่างไร เราท่านก็คงเห็นกันอยู่
แทนที่จะทําเองและท่าที่บ้าน โดยเฉพาะอย่าง แล้ว คงพอจะพิจารณาได้ว่าสิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่
ยิ่งในกรุงเทพฯ เจ้าภาพไม่ต้องตระเตรียมสิ่งใด
เลย ในระหว่างที่มีการสวดพระอภิธรรมแต่ละ
กัลยาณมิตร อ
ทุกวันนี้เคยมีมาก่อนหรือไม่ หรือเคยมีแต่ถูก
ดัดแปลงเป็นอื่นไปแล้ว และเปลี่ยนไปอย่างไร
ตุลาคม ๒๕๓๙