ข้อความต้นฉบับในหน้า
กระบวนแห่เฉลิมพระเกียรติของกระทรวงเกษตราธิการ รถพระพิรุณ
ทรงนาค
ทำบุญในพระราชวังกรุงเก่า เป็นการเคารพต่อพระเจ้าแผ่นดินแต่ปางก่อน
เป็นประเพณีมาดังนี้ ในรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ นี้ ปีในรัชกาลจะเต็ม
ครบรอบ ๓๙ ปี ย่างขึ้นเป็นปีที่ ๔๐ เสมอด้วยรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดี
ที่ ๒ ซึ่งได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติยืนนานกว่าพระเจ้าแผ่นดินทุก
พระองค์ในสยามประเทศ สมควรที่จะขึ้นไปทำการกุศลสักการะบูชา
พระเจ้าแผ่นดินที่ได้ถวัลย์ราชในกรุงเก่า เป็นการพิเศษครั้งหนึ่ง....”
สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นจากงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ณ กรุงเก่านี้ คือ
การที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง โบราณคดีสโมสร นั้นคือรากฐานที่จะให้
เกิดการค้นคว้าหาประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างจริงจังในเวลาต่อมา
ในที่สุดพระราชวโรกาสมหามงคลเช่นนี้ได้เวียนมาให้พสกนิกรทั้งแผ่นดิน
ได้ปลื้มปีติอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ “พระเจ้าอยู่หัว
ของประชาชน” ได้ดำรงสิริราชสมบัติมายาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์
ใดในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลและประชาชนต่างพร้อมใจจัดงานพระราชพิธี
รัชมังคลาภิเษก เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลมหาราช ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติไทยอย่างใหญ่หลวง ทรง
เสียสละยิ่งกว่าเสียสละเป็นอเนกอนันต์ เพราะทรงอุทิศเวลาของชีวิตให้กับ
ประชาชนและแผ่นดินไทยจนหมดสิ้นแล้ว ในดวงพระราชหฤทัย จึงไม่เหลือ
ช่องว่างใด ๆ ไว้เพื่อความสุขส่วนพระองค์เลย ทรงต้องเสียสละเวลาที่จะต้อง
เสด็จพระราชดำเนินตามพระราชอัธยาศัย มิอาจไปไหนมาไหนเยี่ยงบุคคลทั่วไป
รอยพระบาทที่ทรงก้าวทาบไป ณ ที่แห่งใดก็ตาม ล้วนแล้วเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ทั้งสิ้น อย่างการเสด็จเยี่ยมต่างประเทศนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชภาระอันสำคัญคือ เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศอันจะนำมา
ซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน
กรกฎาคม ๒๕๓๑
เป็นส่วนสำคัญจะนำมาซึ่งการช่วยเหลือเกื้อกูลและร่วมมือในกิจการต่าง ๆ
เพื่อประโยชน์ของชาติโดยส่วนรวม ดังพระราชดำรัสอำลาประชาชน เนื่องใน
โอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน
พ.ศ. ๒๕๐๓ ว่า
“การไปต่างประเทศคราวนี้ ก็ไปเป็นทางราชการแผ่นดิน เป็น
การกระทำหน้าที่ของข้าพเจ้าในฐานะเป็นประมุขของประเทศ เป็นที่
ทราบกันอยู่แล้วว่า ในสมัยนี้ ประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ต้อง
พึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ จะว่าชนทุกชาติเป็นญาติพี่น้องกันก็ว่าได้ จึง
ควรพยายามให้รู้จักนิสัยใจคอกัน ทั้งต้องผูกน้ำใจกันไว้ให้ดีด้วย
การผูกน้ำใจกันไว้นั้น ธรรมดาญาติพี่น้องก็ไปเยี่ยมเยียนถาม
ทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ประชาชนนับแสน
นับล้านไปเยี่ยมเยียนกันก็ยาก เขาจึงยกให้เป็นหน้าที่ของประมุขของ
ประเทศในการไปเยี่ยมเยียนประเทศต่าง ๆ ข้าพเจ้าก็จะแสดงต่อ
ประชาชนของประเทศเหล่านั้นว่าประชาชนชาวไทยมีมิตรจิต มิตรใจ
ต่อเขา และข้าพเจ้าจะพยายามเต็มที่เพื่อให้ฝ่ายเขารู้จักเมืองไทยและ
เกิดมีน้ำใจที่ดีต่อชาวไทย....”
การที่ทรงตัดสินพระทัย รับราชสมบัติสืบต่อจากพระบรมเชษฐาธิราช
เมื่อทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๘ พรรษากาล เป็นเครื่องยืนยันว่าทรงเต็มพระทัย
ที่จะแบกภาระอันหนักอึ้งทั้งแผ่นดินเอาไว้ ทรงพร้อมจะเป็นที่พึ่งของประชาชน
ในทุกวิถีทาง กาลเวลาที่ผ่านไปถึง ๔๒ ปีเศษ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทรงครอง
แผ่นดินโดยธรรม ตามพระราชมโนปณิธานที่ตั้งไว้
นับเป็นความโชคดีอย่างมหาศาลของชาวไทยที่มีพระมหากษัตริย์ผู้
ประเสริฐเช่นนี้ ควรที่ชาวไทยทั้งประเทศจะได้ถือเอาพระราชวโรกาสมหามงคล
เช่นนี้ ได้ตั้งใจ ตั้งสัจจะว่าจักดำรงตนเป็นพลเมืองดี อยู่ในศีลธรรม
ทำคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง เป็นเครื่องราชสักการะที่วิเศษยิ่ง น้อมเกล้า
น้อมกระหม่อมถวายให้พระองค์ได้ชื่นบานพระราชหฤทัย
มาเถิด....ชาวไทยทั้งหลาย มารักชาติไทยอย่างหมดใจด้วยหัวใจ
กันดีกว่า มาปฏิบัติหน้าที่แห่งชีวิตให้สมบูรณ์แบบตามเยี่ยงพระมหา
กษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่งของเรา ผู้ทรงมีพระเกียรติคุณแผ่ไพศาลไปทั่วโลก
เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของนานาประเทศว่า ทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหา
กษัตริย์ เพราะทรงเป็นจอมจักรพรรดิแห่งธรรม ทรงเป็นผู้ที่เคารพ
ในธรรมเสมอด้วยชีวิต แผ่พระบารมีปกป้องคุ้มครองแผ่นดินไทยให้
สงบร่มเย็น ปราศจากอริราชศัตรู ให้ทวยราษฎร์ของพระองค์ได้อยู่เย็น
เป็นสุข ทรงให้แต่สิ่งที่ดีงาม ความเจริญรุ่งเรืองแก่แผ่นดินเสมอมา
เอกลักษณ์ของชาติไทยอันโดดเด่นเป็นเอก คือความรู้สึกเป็น
น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ระหว่างดวงใจของอาณาประชาราษฎร์ และดวง
พระราชหฤทัยขององค์พระมหากษัตริย์ว่า จักธำรงคงอยู่เคียงคู่กันไป
ตลอดกาลตราบนิรันดร...
Kalyanamitra.org