ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความมัวเมาเลย คนที่มัวเมามิได้นึกถึงความ
แก่ชรา เมื่อผู้เฒ่าทำอะไรงกเงิน ก็รำคาญ
ไม่อยากเข้าใกล้ เขาอยากรวมกลุ่มกับคนหนุ่ม
คนสาวมากกว่า ไม่ได้นึกถึงว่า เขาเองก็จะ
ต้องแก่อย่างนี้ จะต้องมีความงุ่มง่ามอย่างนี้
ฉะนั้นไม่ควรรังเกียจผู้เฒ่าผู้ชราเลย
ใครที่คิดว่า เรานี่ยังหนุ่มอยู่ ยังสาวอยู่
เข้าวัดเร็วไปละก็ อย่าคิดนะ หลวงพ่อฝึก
สมาธิตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี นั่งไปแล้วนึกไป โอ้โฮ
เมื่อยจริง ๆ เลย โอ๊ย.... ทำไมเมื่อยอย่างนี้นะเรา
เอาละนั่งคิดไปเรื่อย ๆ พออายุมากคงหายเมื่อย
เอง เดี๋ยวนี้อายุ ๔๗ ปี ฝึกสมาธิได้ ๓๐ ปี
พบแล้วว่าระยะที่เมื่อยน้อยที่สุดคือ เมื่ออายุ
๑๖ ปีนั่นเอง
เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่า ผมยังหนุ่มอยู่
ฉันยังสาวอยู่ ยังไม่ต้องเข้าวัดหรอก ยิ่งโง่ใหญ่
เลย นับวันจะมีแต่เมื่อยมากขึ้น มีแต่งุ่มง่าม
มากขึ้น แต่สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เนื่องจากพระองค์ทรงพิจารณาเช่นนี้ ฉะนั้น
ความมัวเมาในความหนุ่มสาวอย่างพวกเรานี่
จึงไม่มีเลย เพราะอะไร เพราะพระองค์ฝึกตน
ข้ามภพข้ามชาติดีแล้ว พระองค์ทรงพิจารณา
ต่อไปอีกว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนที่มิได้ยิน
ได้ฟังธรรม ทั้ง ๆ ที่ตัวเองจะต้องเจ็บไข้
ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ครั้นเห็นคน
อื่นเจ็บไข้ ก็อิดหนาระอาใจ สะอิดสะเอียน
ไม่นึกถึงตัวเองเลยว่า ถึงตัวเราเองก็
เหมือนกัน จะต้องเจ็บไข้ ไม่ล่วงพ้น
ความเจ็บไข้ไปได้ แต่ว่าเมื่อจะต้องเจ็บ
ไข้ ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้แล้ว จะ
มาลืมตัว อิดหนาระอาใจ สะอิดสะเอียน
เมื่อเห็นคนอื่นเจ็บไข้นั้น ไม่เป็นการ
สมควรแก่เราเลย”
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราพิจารณาได้
เช่นนี้ ความมัวเมาในความไม่มีโรคของ
เรา ก็หายไปหมดสิ้น”
ในชีวิตทั่วไป หลาย ๆ คนก็ได้เห็น
พรรคพวกเพื่อนฝูงที่เจ็บไข้ได้ป่วยมาแล้ว
บางคนพอรู้ว่าเมียเป็นมะเร็ง ก็ทิ้งเลยเตรียมหา
๗๖ ๔
ใหม่ดีกว่า บางคนพี่น้องกัน พอป่วยก็ทิ้ง ๆ
ขว้าง ๆ ไม่ดูแล ยกเว้นคนไม่กี่คนที่ดูแลด้วย
ความรัก ความสงสารอยากให้หายเร็ว ๆ อย่า
ป่วยไข้ต่อไปอีกเลย
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงเห็น
คนอื่นเจ็บไข้ ก็กลับย้อนมาดูตัวเองว่า เออ....
เราก็เลือดเนื้อเหมือนกับคนอื่น มีโอกาสจะ
ป่วยไข้เหมือนคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นจะทำ
อย่างไร จะต้องรีบปฏิบัติธรรมเร็ว ๆ ก่อน
ที่ความป่วยความไข้จะมาถึง ไม่บอกว่าฉันยัง
แข็งแรงอยู่ เอาเถอะ ไว้แก่ ๆ หน่อยแล้วค่อย
นั่งสมาธิ
สำหรับเรื่องนี้ หลวงพ่อมีเรื่องส่วนตัว
นิดหนึ่ง มีโยมน้าคนหนึ่ง ซึ่งคุ้นเคยกัน
พอหลวงพ่อบวชก็ชวนแกเข้าวัด
“โยมน้า เข้าวัดเถอะ อย่างน้อยวันพระ
ไปถือศีล ๘ นะ ถืออุโบสถศีล”
โยมน้าก็บอกว่า
“มีงานต้องรีบทำอย่างหนึ่ง
อีกสัก
ปีสองปีก็จะเสร็จ เสร็จเมื่อไรก็จะเข้าวัด”
รุ่งขึ้นอีกปีก็เตือนว่า
“น้าได้เริ่มไปถือศีลบ้างหรือยัง ไปเดือน
ละครั้งก็ยังดี” โยมน้า หน้าจ๋อยเลย
“ท่าน โยมน้าหมดสิทธิ์เสียแล้วชาตินี้”
“อ้าว! ทำไมล่ะ” โยมน้าตอบว่า
“หมอตรวจว่าเป็นเบาหวาน น้ำตาล
สูงมาก อายุขนาดนี้รักษาหายยาก เป็นเบา
หวานน้ำตาลในเลือดสูง ๆ อย่างนี้ให้อด
อาหารมื้อเย็น น้ำตาลในเลือดอาจตกฮวบฮาบ
อาจช็อคตายได้”
ดูนะ โอกาสที่จะทำความดีมีอยู่ไม่
มากนักหรอกในตัวเรานี้ ขอผัดหลวงพ่อ ๒
ปี ผลสุดท้ายจะต้องไปรอผัดกับยมบาลแล้วทีนี้
ฉะนั้นใครที่อายุ ๒๐.๔๐ ปีแล้วไม่ถือ
ศีล ๘ ผัดกับหลวงพ่อนั้นผัดได้นะ แต่ผัดกับ
ยมบาล ผัดไม่ได้นะ เตือนไว้ก่อน รีบ ๆ รักษา
ศีลเสียนะ ศีล ๘ ก็ดี ศีล ๕ ก็ดี การฝึกสมาธิ
ก็ดี การให้ทาน การปฏิบัติธรรมทุกรูปแบบก็ดี
รีบทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่โรคจะถามหา
เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารยังทรง
พิจารณาต่อไปอีกว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนที่ไม่ได้ยิน
ได้ฟัง ทั้งที่ตัวเองจะต้องตายไม่ล่วงพ้น
ความตายไปได้ ครั้นเห็นคนอื่นตายก็อิด
หนาระอาใจ สะอิดสะเอียน ไม่นึกถึงตัวเอง
เลย ถึงตัวเราเองก็เหมือนกัน จะต้อง
ตาย ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ แต่ว่า
เมื่อจะต้องตาย ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
แล้ว จะมาลืมตัว อิดหนาระอาใจ สะอิด
สะเอียน เมื่อเห็นคนอื่นตายนั้น ไม่เป็น
การสมควรแก่เรา"
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราได้พิจารณา
เช่นนี้ ความมัวเมาในชีวิตความเป็นอยู่
ของเรา ก็หายไปสิ้น”
บางคน งานศพไม่ไป เพราะอ้างว่าไป
แล้วเศร้าหมอง แต่ตรงกันข้ามนะ เมื่อก่อน
กรกฎาคม ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org