ข้อความต้นฉบับในหน้า
ส่วนการบรรพชาเป็นโอกาสว่าง ผู้อยู่
ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้
บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ส่วนเดียวโดยง่ายไม่ได้
เพราะฉะนั้นเราพึงปลงผมและหนวด
ครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือน บวช
เป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือน
เถิด"
เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ตัดสิน
พระทัยออกบวชด้วยเหตุและผลที่ทรงพิจารณา
ดีแล้วว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี
เราอาจไม่เข้าใจนัก ธุลีแปลว่าอะไร
แปลว่า ฝุ่น, ผง
เมื่อพิจารณาความหมายจากสำนวน
ดังกล่าว ก็จะเห็นว่า สำหรับผู้ครองเรือน มีแต่
เรื่องปวดหัว วุ่นวาย ยุ่งไปหมด น้ำมันจะขึ้น
ราคา ไฟฟ้าจะแพง มีแต่เรื่องกวนใจ กวนกิเลส
ส่วนบรรพชาเป็นโอกาสว่าง ที่จะประ
พฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วน
เดียว จึงตัดสินพระทัยออกบวช
“ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นโดยสมัยอื่น
อีก ยังหนุ่มมากทีเดียว เกศายังดำจัด
บริบูรณ์ด้วยความหนุ่มที่กำลังเจริญ ยังอยู่
ในปฐมวัย เมื่อบิดามารดาไม่ปรารถนา
ด้วย กำลังทรงร้องไห้น้ำตานองอยู่ เรา
ได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด
ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือน ใน
สมัยนั้น เรามีอายุได้สามสิบหย่อนหนึ่ง
โดยวัย เราได้ออกบรรพชา แสวงหาว่า
อะไรเป็นกุศล อะไรไม่เป็นกุศล”
๗๘ C
สรุปได้ว่า ท่านได้พิจารณาเห็นความ
ทุกข์ ความเดือดร้อน ความไม่แน่นอนในโลก
ถึงออกบวชเพื่อหาทางพ้นทุกข์จริง ๆ ตาม
พระอัธยาศัยที่ได้อบรมข้ามภพ ข้ามชาติ
สะสมบารมีมาแล้วนานถึง ๒๐ อสงไขยกับ
แสนกัป
ท่านไม่ได้บวชเพราะสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่ได้
หนีหนี้ใคร ไม่ใช่ทำมาหากินก็สู้เขาไม่ได้
ไปทำไร่ก็หมดตัว ไม่ใช่นะ พวกเรานั่นแหละ
ติดเหยื่อของโลก แหม...ยังเที่ยวไม่อิ่มเลย จะ
ให้บวชแล้ว แหม....ยังไม่ได้เที่ยวรอบโลกเลย
ก็มีเรื่องมีเหตุอ้างเรื่อย ๆ ไปละ
แต่พระองค์ท่านได้สมบัติทางโลกอย่าง
เพียบพร้อมบริบูรณ์ กลับไม่มัวเมากับโลกียสุข
เพราะเห็นว่าไม่มีสาระ จึงทรงสละความสุข
ทางโลกออกบวชเพื่อแสวงหาธรรมะ แสวงหา
สิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน แสวงหาธรรมะเป็นที่ยึด
ที่พึ่งสูงสุดของชีวิต
ในการแสวงหาธรรมของพระองค์ ได้มี
การทดลองตั้งแต่ฝึกสมาธิโดยทั่วไป ซึ่งมีมา
ก่อนพุทธกาลแล้ว แห่งแรกคือ ฝึกสมาธิกับ
อาฬารดาบส ไปศึกษาอยู่ไม่นานก็รู้เท่า
อาจารย์ อาฬารดาบสได้กล่าวว่า
“เป็นลาภของเราแล้ว ท่านผู้มีอายุ เรา
ได้ดีแล้ว ท่านผู้มีอายุ มิเสียแรงที่ได้พบเห็น
เพื่อนร่วมพรหมจรรย์เช่นเดียวกับท่าน
เรารู้ธรรมะใด ท่านก็รู้ธรรมะนั้น
ท่านรู้ธรรมะใด เราก็รู้ธรรมะนั้น
เราเป็นเช่นใด ท่านก็เป็นเช่นนั้น
ท่านเป็นเช่นใด เราก็เป็นเช่นนั้น
มาเถิดท่านผู้มีอายุ เราสองคนด้วยกัน
จักช่วยกันปกครองศิษย์คณะนี้ต่อไป”
เห็นไหม เรียนพักเดียว อาจารย์ยอม
รับว่า รู้เท่ากันแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของ
เราในครั้งนั้น เรียนก็เก่ง ทันอาจารย์ อาจารย์
ก็น่ารัก ใจดีด้วย ไม่กลัวลูกศิษย์ดังกว่าตัว
กลับชวนให้มาช่วยกันปกครองหมู่คณะต่อไป
ฟังประโยคนี้แล้วชื่นใจ
ฉะนั้นเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว คนแรกที่
พระองค์คิดแทนพระคุณก็คือ อาฬารดาบส
แต่ว่าน่าเสียดายอาฬารดาบสได้ตายไปก่อน
หน้า ๗ วันเท่านั้นเอง น่าเสียดายจริง ๆ
ในทำนองเดียวกัน เมื่อเสด็จไปฝึกสมาธิ
กับ อุทกดาบส ก็ได้รับคำชมเชยจากอุทก
ดาบส และเชิญชวนให้อยู่ด้วยกัน เพื่อช่วย
ปกครองลูกศิษย์ต่อไปเช่นเดียวกัน
พวกเราเองไปเรียนกับอาจารย์ บางที
ก็เรียนไม่จบ ตก ๆ หล่น ๆ หลวงพ่อมีเรื่อง
ตลกที่ขำไม่ออก ก็พวกเรานี่แหละ บางคน
มาถึง “หลวงพ่อสมาธิทำอย่างไร” หลวงพ่อ
ก็สอนไป ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งใจทำไปนะ
พออีก ๒-๓ วันก็กลับมาใหม่อีกแล้ว หลวงพ่อ
ก็ดีใจ เอ้อ...คงจะเข้าถึงปฐมมรรคแล้ว แต่เปล่า
“หลวงพ่อ ผมจะไปละ" อ้าว....เป็นอะไรล่ะ
“โอ๊ย....ผมเรียนตั้งนานยังไม่เห็นปฐมมรรค
สักที ไปดีกว่า ไปเรียนสำนักอื่นๆ โธ่เอ๊ย!
จะเรียนที่ไหนก็ต้องเรียนให้จบ รู้จริงเสียก่อน
ทำเหยาะ ๆ แหยะ ๆ อย่างนี้ ทั้งชาติก็ไม่ได้
กรกฎาคม ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org