การทำงานและการเรียนรู้ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม หน้า 18
หน้าที่ 18 / 124

สรุปเนื้อหา

เวลาว่างให้สูญเปล่า คุณยายจึงติดนิสัยนี้ จากพ่อ ถูกฝึกให้ตื่นแต่เช้า ขยันขันแข็ง แคล่ว คล่องว่องไว อดทนแข็งแรง ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก็ลุกขึ้นเข้าครัวช่วยแม่หุงข้าวไปส่งพ่อที่ท้องนา บ้าง ช่วยต้อนควายไปนาบ้าง ข้าพเจ้าคิด เอาเองว่า ความขยันช่วยงานบ้านของคุณยาย ที่ผิดจากพี่น้องดังนี้ก็ได้ที่เป็นต้นเหตุทำให้ พ่อและแม่ไม่ยินยอมให้คุณยายไปเรียนหนังสือ ที่วัดเหมือนพี่ ๆ น้อง ๆ คุณยายจึงเป็นคนไม่รู้ หนังสือ เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออกมาจนกระทั่ง ปัจจุบัน (สมัยนั้นไม่มีการศึกษาภาคบังคับ และไม่นิยมให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือเท่าไหร่ นัก เพราะเกรงกันว่า เวลาเริ่มเป็นสาว จะ เขียนเพลงยาวจดหมายรักถึงผู้ชาย) คุณยาย ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน การไม่รู้หนังสือใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียทั้งหมด ประโยชน์ยังพอมี

หัวข้อประเด็น

- การทำงานและการเรียนรู้

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เวลาว่างให้สูญเปล่า คุณยายจึงติดนิสัยนี้ จากพ่อ ถูกฝึกให้ตื่นแต่เช้า ขยันขันแข็ง แคล่ว คล่องว่องไว อดทนแข็งแรง ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก็ลุกขึ้นเข้าครัวช่วยแม่หุงข้าวไปส่งพ่อที่ท้องนา บ้าง ช่วยต้อนควายไปนาบ้าง ข้าพเจ้าคิด เอาเองว่า ความขยันช่วยงานบ้านของคุณยาย ที่ผิดจากพี่น้องดังนี้ก็ได้ที่เป็นต้นเหตุทำให้ พ่อและแม่ไม่ยินยอมให้คุณยายไปเรียนหนังสือ ที่วัดเหมือนพี่ ๆ น้อง ๆ คุณยายจึงเป็นคนไม่รู้ หนังสือ เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออกมาจนกระทั่ง ปัจจุบัน (สมัยนั้นไม่มีการศึกษาภาคบังคับ และไม่นิยมให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือเท่าไหร่ นัก เพราะเกรงกันว่า เวลาเริ่มเป็นสาว จะ เขียนเพลงยาวจดหมายรักถึงผู้ชาย) คุณยาย ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน การไม่รู้หนังสือใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียทั้งหมด ประโยชน์ยังพอมีอยู่บ้าง คือทำให้คุณยาย เป็นคนช่างจำ เมื่อไม่สามารถบันทึกความจำ เป็นตัวหนังสือได้ ก็ใช้จดจำด้วยใจ และด้วย การต้องจำสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ จึงทำให้คุณยาย ต้องใช้สติและปัญญาในการทำงานทุกครั้ง ประสบการณ์ที่ผ่านไป ๆ นานวันเข้าความ เฉลียวฉลาดก็เพิ่มพูนขึ้นไปตามวันเวลา เสมือน กับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บ สะสมข้อมูลต่าง ๆ นั่นเอง เมื่อพบปัญหา ใหม่สิ่งใด ก็อาศัยข้อมูลจากประสบการณ์ เดิมมาวิเคราะห์แก้ปัญหาจึงได้รับผลดีทุกเรื่อง อยู่เสมอ เวลาที่ฟังคุณยายพูดว่า “ยายรักที่โล่งๆ รักทุ่งกว้าง รักธรรมชาติท้องทุ่งนาและรัก ต้นข้าว ไม่ว่าจะเป็นเวลาต้นข้าวยังมีสีเขียว อ่อนสดใส หรือเวลาเป็นสีทองใกล้การเก็บ เกี่ยว” ข้าพเจ้าเข้าใจความรู้สึกของท่านอย่าง ชัดเจน เพราะตระกูลของข้าพเจ้ารุ่นปู่ย่าตายาย ปราศจากผู้คนไม่เหมือนชีวิตชาวเมือง ให้ ความรู้สึกต่อจิตใจอยู่อย่างหนึ่ง คือความรู้สึก เป็นอิสระ ขณะที่มองอาณาเขตท้องทุ่งจนสุด สายตา ใจจะพลอยอิ่มเอิบเบิกบานได้ง่าย เป็นความเบิกบานอีกแบบหนึ่งที่กว้างไกล สะอาดบริสุทธิ์ต่างจากความเบิกบานของ ชาวเมืองโดยสิ้นเชิง ในวัยเด็กคุณยายท่านชอบออกไป ท้องนากับพ่อ ช่วยต้อนควายออกไปแต่เช้าตรู่ ตอนเย็นก็ไปช่วยต้อนกลับ สิ่งหนึ่งที่คุณยาย ชอบมองเป็นนักหนาคือ ดวงตะวันแรกขึ้นหรือ ใกล้ตกดินลับขอบฟ้า ดวงกลมโตสีแดงสดใส มองได้ไม่แสบตา สีนั้นตัดกับสีของท้องทุ่งแลดู งามราวภาพวาด ก้อนเมฆรูปร่างแปลก ๆ ต่าง ๆ สะท้อนสีสวยงามสว่างไสว มีหมู่นกบิน เป็นหมู่ ๆ เป็นแถวยาวพาดท้องฟ้า คุณยายรู้สึกว่าดวงตะวันตอนเช้าเย็น อันสวยงามนั้น มองดูเหมือนอยู่ไม่ไกล คิด ตามประสาเด็กว่า “อยากเดินทางไปให้ถึงที่ ดวงตะวันอยู่เหลือเกิน วันหนึ่งคงจะไปถึง ได้” คิดไว้ล่วงหน้าโดยไม่รู้ตัวว่า ในเวลา ต่อมาสามารถไปจนถึงได้จริง ๆ ก็เป็นชาวนา ชีวิตวัยเด็กในเวลาปิดภาคเรียน ความกตัญญู ข้าพเจ้าต้องไปช่วยท่านเหล่านั้นทำนาอยู่เสมอ ส่วนใหญ่ช่วยตำนาบ้าง เกี่ยวข้าวบ้าง สำหรับ การไถนา หรือการคราดเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ พาสู่เส้นทางธรรม แม้คุณยายจะมีพี่น้องพ่อแม่เดียวกันถึง ความเวิ้งว้างของท้องทุ่ง อากาศที่บริสุทธิ์ ๙ คนก็จริง แต่ชีวิตในครอบครัวราบรื่นเป็น ปกติสุข แม่ไม่เคยขัดใจพ่อ พ่อก็ไม่ประพฤติ เสเพลให้แม่เสียใจอะไร ที่มีปัญหาอยู่บ้างก็ ตรงที่พ่อชอบกินเหล้าทุกเย็น ๆ ละ ๑๐ สตางค์ ในสมัยนั้น ถึงจะกินแล้วมึนเมาไปบ้าง แต่ พ่อไม่เคยกล่าวถ้อยคำหยาบคาย ไม่เคยแช่ง ด่าลูกเหมือนชาวบ้านคนอื่นที่กินเหล้าเมา เวลาปกติพ่อก็จะไม่พูดคำหยาบใด ๆ กับลูก ความดีพิเศษเรื่องนี้เองทำให้ลูก ๆ เคารพ พ่อมาก ความเป็นมาของเรื่องมีดังนี้ เวลานั้น คุณยายมีอายุประมาณ ๑๒ ปี คืนนั้นประมาณ เวลาหนึ่งทุ่ม หลังจากพ่อกินเหล้าประจำวัน มึนเมาแล้ว ก็ล้มตัวนอนบนแคร่ในคอกควาย ใต้ถุนบ้าน ทำหน้าที่เฝ้าเช่นทุกคืน แต่วันนี้ พ่อยังนอนไม่หลับและมีอาการพิเศษคือ บ่น เรื่องต่าง ๆ พึมพำ ๆ ฟังจับใจความไม่ได้ ตามประสาคนเมา ส่วนแม่กับลูก ๆ อยู่กัน บนบ้าน เมื่อฟังเสียงบ่นนานเข้า แม่คงจะรู้สึก รำคาญ จึงส่งเสียงแกมล้อเลียนลงไปว่า “เอ้า....นกกระจอก อาศัยรังเขาอยู่ ยัง ส่งเสียงบ่น” ถ้าเป็นครอบครัวอื่น การพูด ล้อเลียนเพียงเท่านี้คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ สำหรับพ่อเป็นคนมีปมด้อยแฝงอยู่ในใจ เพราะก่อนแต่งงาน พ่อเป็นคนจน แม่รวยกว่า มาก ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ในครอบครัวจึงมา จากสมบัติเดิมของแม่ คำพูดของแม่ที่กล่าว ว่า “อาศัยรังเขาอยู่” จึงทำให้พ่อโกรธมาก กรกฎาคม ๒๕๖๑ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More