ข้อความต้นฉบับในหน้า
น้อง
INIS
โดย : สามเณรวัดพระธรรมกาย
:
คุณค่าแห่งกาลเวลา
เวลามีคุณค่าเกินกว่าจะเอ่ย...
เวลาแม้เพียงน้อยนิด ยังสามารถ
เปลี่ยนเป็นสมบัติได้อย่าง
มหาศาล แต่สมบัติมากมาย
มหาศาล ไม่สามารถเปลี่ยนมา
เป็นเวลาได้แม้เพียงนิดน้อย
กาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์
กาลเวลากัดกร่อนสรรพสิ่ง
กาลเวลาล่วงเลยเผยความจริง
กาลเวลาทอดทิ้งคนลืมกาล
พรำ...พี่เณรอยู่เชียงใหม่ ฝนตกเกือบ
ทุกวันเลยหล่ะ ทำให้บรรยากาศบนยอด
เขาสูง แสนจะชุ่มฉ่ำเย็นสบาย หัน
มองไปรอบตัวจะเห็นป่าไม้เขียวขจี ป่า
สนที่ขึ้นกันแน่นขนัดกำลังแตกยอดอ่อน
สวัสดี น้องเณรที่คิดถึง
ฤดูกาลเข้าพรรษา าลังผ่านผัน
แย่งกันรับแสงอรุณในยามเช้า ให้ความ
รู้สึกที่สดชื่นเบิกบานอุรา ค่าว่า “สดชื่น
กาลเวลากำลังแปรเปลี่ยนไป อะไรๆ
เหมือนยืนอยู่บนเนินเขา” เห็นจะจริง
ก็เปลี่ยนแปลง ชีวิตไม่มีการหยุดนิ่ง...
เหมือนกันนะ พี่เณรได้สัมผัสชีวิตท่าม
ยังคงวิ่งวุ่นตามวัฏจักรแห่งกาลเวลา
กลางธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร รู้สึก
ใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ มนุษย์ก็ยังคง
เช้ามืดกับความสดชื่นของทุกๆ
เหมือนโลกที่ไม่มีวันหยุดหมุน ตราบ ว่าชีวิตนี้ช่างมีความสุขเสียจริง
ดิ้นรนกันต่อไปไม่รู้จบสิ้นจนกว่าตัณหา วัน...พี่เณรและเพื่อนๆ ตื่นขึ้นมาสวด
ความทะยานอยากจะหมดสิ้นไปในที่สุด
วันวาน วันนี้ วันพรุ่ง และวัน
ต่อ ๆ ไป ดวงอาทิตย์ดวงเดิมก็ยังคง
ส่องแสงอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย ยังคอย
ให้ความสว่างแก่สรรพชีวิต ให้สามารถ
ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างอบอุ่น เช้า...สาย...
บ่าย..... จากวันเป็นอาทิตย์เป็น
เดือน....เป็นปี เป็นศตวรรษ ทุกสิ่งทุก
อย่างยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนไป ไม่มี
อะไรเที่ยงแท้แน่นอน
เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยสายฝน
มนต์ทำวัตรเช้าตอนตีสี่ครึ่ง ต้องเดิน
ฝ่าเมฆหมอกไปยังห้องปฏิบัติธรรม ซึ่ง
ห่างจากกุฏิที่พักไปประมาณ ๙๐๐ เมตร
ละอองหมอกที่ปลิวมาปะทะประพรม
ร่างกาย ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ ราว
กับว่ากำลังเดินอยู่บนทะเลหมอกอย่าง
นั้นแหละ
นั่งธรรมะ สวดมนต์ อธิษฐาน
จิตเสร็จประมาณหกโมงสิบห้า บูชา
พระแล้วจึงเดินออกจากห้องปฏิบัติธรรม
มองไปรอบๆ ดอย จะเห็นทิวเขาสลับ
กัลยาณมิตร
๒๙
นยายน ๒๕๐๘