ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่บันทึกไว้ว่า....
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปประทานเทศนาโปรดพระ
พุทธมารดาในดาวดึงส์สวรรค์ เป็นเวลาหนึ่งพรรษา พระ
เจ้าปเสนทิโกศล หรืออีกนามหนึ่งคือ พระเจ้าประเสนขิต
แห่งกรุงโกศลรารู มิได้เห็นพระพุทธองค์มาเป็นเวลานาน
ได้มีความรำลึกถึง จึงตรัสสั่งให้นายช่างทำพระพุทธรูป
ด้วยแก่นจันทร์แดง ประดิษฐานไว้เหนืออาสนะที่พระ
พุทธเจ้าเคยประทับ ครั้นพระพุทธองค์เสด็จกลับจาก
ดาวดึงส์มาถึงที่ประทับ ด้วยพระบรมพุทธานุภาพบัน
ดาลให้พระพุทธรูปแก่นจันทร์เลื่อนหลีกไปจากพุทธอาสน์
แต่พระพุทธองค์ตรัสสั่งให้รักษาไว้เป็นแบบอย่างพระพุทธ
ปฏิมาซึ่งสาธุชนจะได้ใช้สร้าง เมื่อพระองค์ทรงล่วงลับไป
แล้ว แต่หลังจากนั้น ในทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธ
ศาสนายุคต้นในอินเดียก็ไม่ปรากฏมีการสร้างพระพุทธรูป
อีกเลย แม้ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งได้ชื่อว่าได้
ทำนุบารุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ก็เป็นเพียงการ
สร้างเจดีย์และสัญลักษณ์อย่างอื่น แทนรูปกายของพระ
พุทธองค์ ผู้รู้บางท่านก็กล่าวในแง่หนึ่งว่า แท้จริงแล้ว
การสร้างพระพุทธรูปเริ่มมีในสมัยของพระยามิลินท์ แห่ง
แคว้นคันธารราฐ เมื่อราว พ.ศ.๓๖๕ ทั้งนี้โดยอ้างหลัก
รานการค้นพบพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดที่พบในอินเดีย ซึ่ง
ปรากฏพบในคันธารราฐนั้น
แฆทสักษณะของการสร้าง/ระขุทธรูป
จากการค้นพบพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในคันธาร-
รารู นักโบราณคดีและผู้รู้ในทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า
เมื่อพิจารณาพระพุทธรูปที่ค้นพบนั้น รูปลักษณ์ที่สร้างขึ้น
น่าจะเกิดจากดำริของพระมหากษัตริย์ โดยให้นักปราชญ์
ราชบัณฑิตกับช่างประชุมปรึกษาหารือว่าควรจะมีรูปร่าง
ลักษณะอย่างไร ทั้งนี้โดยมีกฎเกณฑ์เบื้องต้นว่า พระ
พุทธรูปที่จะสร้างขึ้นนั้น จะต้องมีลักษณะ ๒ ประการ คือ
ประการที่หนึ่ง จะต้องมีรูปแบบแปลกจากรูปลักษณะอื่น
ซึ่งก็คือไม่เหมือนคนธรรมดา เมื่อเห็นแล้วก็รู้สึกได้ทันที
ว่าเป็นรูปของพระพุทธเจ้า และประการที่สองคือ จะต้อง
มีลักษณะงดงามเป็นที่ขอบใจและเลื่อมใสศรัทธาของผู้พบ
เห็น แต่ในขณะที่ดำริสร้างขึ้นในครั้งนั้น พระพุทธองค์
เสด็จดับขันธ์ไปนานแล้ว ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพระองค์จริง
พระน' ขัดสมาธิเพชร ปา*สมาธิ ดีตปะทวารวดี
พระยืนปา” “ห้ามญาติ ศิลปะลพบุรี
กัลยาณมิตร
ตุลาคม ๒๕๓๘
*******