ข้อความต้นฉบับในหน้า
เตรียมตัวดูลุริอุปราคาแบบเดียวกันนั้น ด้วยกล้องดู ไปจากภาพลวงตา เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งก็เลือนหายไป
ดาวที่มีอยู่แล้วในบ้านส่วนเรื่องของความสนุกสนานนั้น แล้วในที่สุดก็ถูกลืม เหมือนกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่
แน่นอน...เทียบไม่ได้กับในวัยเด็ก เพราะจำได้ว่าเมื่อ เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มีทุกข์ มีสุข มีร้องไห้ มีหัวเราะ
แหงนดูด้วยกระจกคนได้แล้วก็แอบดูด้วยตาเปล่าด้วย แล้วทุกอย่างที่ผันผ่านไป คล้ายละคร เหมือนภาพ
แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วก็เดินไปหลอกแม่ ลวงตา หาจีรังยั่งยืนไม่ได้ ไม่มี ยิ่งวันเวลาวิ่งผ่าน
ว่า “แม่ขา...ดาบอดแล้ว มองไม่เห็นแล้ว, ว่าได้ว่า ไปเร็วอย่างนี้ ยิ่งดูเหมือนว่าจะจับอะไรไว้ไม่ได้ เช่น
แม่ตกใจเป็นนักหนา จนข่าวให้เรื่องที่เราคิดว่าสนุก เดียวกับเงามืดที่พาดอยู่บนความสว่างของดวงอาทิตย์
กลายเป็นต้องถูกดี ฐานทำให้ผู้ใหญ่ตกใจ และพูด
เท็จ
และที่ว่าได้มากกว่านั้นคือ คำตอบของแม่ ที่
ตอบข้อสงสัยของเราว่า "พระราหู" นั้นมาจากไหน
แม่ตอบว่า พระราหูก็คือโลก และส่วนมีดที่อยู่บน
พระอาทิตย์นั้นคือ “เงา” ของโลก ซึ่งตัวเองยังได้ต่อ
ค่าของแม่ต่อไปว่า “เงา แปลว่าไม่จริง ถ้าอย่างนั้น
ความมืดที่อยู่บนดวงอาทิตย์ ก็ไม่ใช่ของจริงก็คะ,,
ว่าวได้ว่าแม่นิ่งไปสักพักก่อนจะตอบว่า “แต่เงามาจาก
ของจริงนะลูก เก็บเงาขึ้นได้ ย่อมหมายความว่า
ต้องนี้ของจริง ที่จับต้องให้อยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่
ไหนมีควัน ที่นั่นต้องมีกองไฟ แม้ควันจะจับต้อง
ไม่ได้ แต่ไฟก็ร้อน....ไขไหมคะ,,
นี่คือ ความฝังใจกับสุริยุปราคา และจันทรุ
ปราคา ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น คำพูด
ตอบโต้ระหว่างตัวเองกับแม่ จะสะท้อนเข้ามาในความ
คิดเสมอ...และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
“แม้ควันจะจับต้องไม่ได้ แต่ไฟก็ร้อน..,, ล้า
อย่างนั้น ภายใต้เงาของพระราหูหรือโลก ก็คือความ
สว่างที่ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน จะถูกบดบังได้ก็
เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
และที่น่ามากล่าวถึงในครั้งนี้ หวังเพียงแต่รั้ง
ความหวาดหวั่นต่อภัย ที่เชื่อกันว่าสุริยุปราคาจะทำา
ให้เกิดขึ้นได้ ให้น้อยลงกว่านี้ลักนิด ทั้งนี้เพราะ
ความมีดที่พาดอยู่บนความสว่างนั้นเป็นเพียงเงาของ
โลกที่ทาบลงไป หาใช้โลกตัวจริงไปวิ่งอยู่บนดวง
อาทิตย์ไม่ เพราะนั่นย่อมเป็นสิ่งที่ยิ่งเป็นไปไม่ได้
เพียงเข้าไปใกล้โลกก็แทบจะวอควายแล้วด้วยเพลิง
ความร้อน
ภาพที่เห็นแม้จะเป็นจริง ก็ไม่แตกต่างอะไร
ตุลาคม ๒๕๓๘
ย่อมเป็นอยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่มีอะไรอยู่กับที่ ทุก
อย่างมีแต่ต้องผ่านเลยหรือเสื่อมสลาย เงามืดที่พาดอยู่
ประเดี๋ยวก็ต้องเคลื่อนตัวผ่านไป แล้วพระอาทิตย์ก็
กลับสว่างไสวทั้งเดิม
ซึ่งสิ่งที่น่ากลัว หาใช่การเกิดสุริยคราส แต่
กลับอยู่ที่จิตใจของคน ที่กันคิดแต่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เหมือนกัน พุ่งความคิดไปยังสิ่งเดียวกัน นั่นย่อมท่า
ให้เกิดคลื่นแห่งพลัง ที่สามารถยังเหตุการณ์ให้เกิด
ขึ้นจริงได้ ดังกระแสใจที่มุ่งมาดไปอย่างนั้นเช่นนั้น
ฉะนั้น เมื่อต่างคนต่างมุ่งหวาดหวั่น มุ่งคิด
กันแต่ว่า “สุริยุปราคา” จะน่ามาซึ่งความเลวร้าย
อย่างนี้ กระแสความเลวร้ายย่อมเกิดขึ้นได้
แน่ๆ คามกระแสการกระทำที่ได้เคยกระทำมาแล้ว คือ
“กรรม" ของแต่ละคน
เพราะต่างคนต่างยอมให้
“ใจ” ของตนชักชวนความเลวร้ายให้เข้ามาสู่ แทนที่
จะช่วยกันปิดประตูกั้นความเลวร้ายนั้นเสีย แน่นอน
หากคิดว่าสุริยุปราคา คือสัญญาณแห่งความอับเฉา
คือเงื้อมเงาของความเลวร้าย สิ่งที่ควรทําาคือการ
ร่วมแรงร่วมใจกันป้องกันภัยนั้นให้จงได้ เพราะการ
เกิดขึ้นของสุริยคราสเป็นสิ่งที่สามารถพยากรณ์ และ
รู้ได้ล่วงหน้า เปรียบเหมือนรู้ว่าข้าคืกจะมาประชิด
พรมแดนเมื่อใด แล้วแทนที่จะคิดการต่อสู้กลับคิด
จะเปิดประตูเชิญศัตรูเข้าบ้าน
ในเมื่อเชื่อว่าที่ไหนมีควัน ที่นั่นมไฟ ที่ไหนมี
เงา ที่นั่นมีของจริง จึงจำเป็นจะต้องช่วงชิงให้ใด ไม่
ออมให้ควันกลายเป็นเชื่อได้ และไม่ยอมให้เงาพา
เอาของจริงเข้ามา
ทําอย่างไร?
ด้วยการช่วยกันให้ขวัญ ให้กำลังใจ ชวนกัน
นึกถึงความดีที่ได้สร้างมา ขวนกันคิดให้ได้ว่าสุริ
กัลยาณมิตร