ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไม่มี
ไม่มีการแปรผันเป็นอื่น คือ ผู้บรรลุ
นิพพานแล้วจะกลับเลื่อมจากนิพพาน
นั้นไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่เป็นไป ไม่ต้อง
มีเครื่องยึดเหนี่ยว นั่นแหละคือที่สุด
แห่งทุกข์”
๓.เป็นสภาวะที่ไม่ถูกปรุงแต่ง
“ยังอิงอยู่จึงมีการสั่นไหว ไม่
อิงแล้วก็ไม่มีการสั่นไหว เมื่อไม่มีการ
สั่นไหวก็นั่งสนิท เบื่อนิ่งสนิทก็ไม่มี
การโอนเอน เมื่อไม่มีการโอนเอนก็ไม่
มีการมาการไป เบื่อไม่มีการมาการ
จากได้ทำลายกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว
ความทุกข์อันเกิดจากอำนาจกิเลสจึง
ไม่เกิดกับท่าน เว้นเสียแต่ความทุกข์
ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของชีวิต คือ
ทุกข์เพราะการบริหารขันธ์ ๕ หรือ
ทุกข์เพราะร้อนหนาวและเจ็บป่วยโดย
ทั่วๆ ไป
ด้วยปัจจัย ๔ คือ กรรม จิต อุตุ และ
นิพพาน เป็นสภาวะที่พ้นจากขันธ์ ๕
&,เป็นสภาวะที่ประเสริฐสูงสุด
ไม่มีลิ่งไดยิ่งกว่า เป็นโลอุดรธรรม
ในบางบทของพุทธพจน์ที่กล่าว ไปก็ไม่มีจุดและอุบัติ เบื่อไม่มีจุดและ
ถึงสถานะของนิพพาน ควรที่วิญญูชน อุบัติก็ไม่มีภพนี้ และไม่มีภพโน้น ไม่
ชาวพุทธจะไตร่ตรองดูให้ลึกซึ้ง เพื่อ มีในระหว่างภพทั้งสองนั่นแหละคือ
ประโยชน์ในแง่ของความเข้าใจให้ง่าย ที่สุดแห่งทุกข์”
ยิ่งขึ้น เช่น
“นิพพานอันผู้บรรลุเห็นได้เอง
ไม่ขึ้นกับกาล เรียกให้มาดูได้ ควร
น้อมเข้ามาไว้ในตน อันวิญ ขนพึงรู้
เฉพาะตน”
ประเภทของนิพพานมีแสดงไว้
หลายนัยด้วยกันคือ
“นิพพาน คือ ความสิ้นราคะ
นัยที่ ๑ หมายถึง นิพพานโดย
สภาวะลักษณะ คือ “สันติลักษณะ”
มีความสงบกิเลสและขันธ์ ๕ เป็นหลัก
ซึ่งพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อเข้าสู่
นิพพานแล้วย่อมถึงสันติสุขด้วยกันทั้ง
สิ้น คือ ความสิ้นไปแห่งตัณหาพัน
ลิ้นโทสะ ลิ้นโมหะ”
“นิพพาน คือ ความลิ้นตัณหา”
“มีอยู่นะ ภิกษุทั้งหลาย อาย-
ตนะที่ไม่มีปฐวี ไม่มีอาโป ไม่มีเตโช
ไม่มีวาโย ไม่มีอากาสานัญจายตนะ
ไม่มีวิญญาณัญจายตนะ ไม่มีอากิญ
จัญญายตนะ ไม่มีเนวสัญญานา
สัญญายตนะ ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า
ไม่มีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เราไม่กล่าว
อายตนะนั้นเป็นการมา การไป การ
หยุดอยู่ การจุติ การอุบัติ อายตนะ
จากความเกิดและความตาย
นัยที่ ๒ หมายถึง นิพพานโดย
ปริยายคือการดับกิเลสได้เป็นครั้งคราว
หรือดับได้เพียงบางส่วน นิพพานโดย
นิปปริยาย คือ การดับกิเลสได้โดย
ประการทั้งปวงอย่างเด็ดขาด
นัยที่ 01 หมายถึง สอุปาทิเสส
นิทพาน “พพามฟุ่ม” ได้แก่นิพพาน
ของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เนื่อง
อนุปาพิเสสนิพพาน ได้แก่
นิพพานของผู้ที่ไม่มีขันธ์ หรือ “อุปาทิ
เหลืออยู่ ซึ่งหมายความถึงนิพพาน
ของพระอรหันต์ซึ่งลิ้นชีวิตไปแล้ว
บุคคลใดก็ตามเมื่อหมั่นฝึกฝน
อบรมกาย วาจา และใจของตนให้
สงบรำงับจากกระแสยองกิเลสทั้งหลาย
ด้วยการหมั่นสอดส่งใจเข้าสู่ภายในของ
ตน หยุดนั่งเข้าไปตามลำดับๆ จน
บรรลุความละเอียดที่สุดภายใน ปัญญา
คือธรรมจักชุก็จะบังเกิดขึ้น ทำให้
มองเห็นสัจจธรรมความจริงแท้ ที่เป็น
ต้นเหตุแห่งกระแสกรรมดีกรรมชั่วของ
เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย และสามารถ
ดำรงตนพ้นขึ้นมาจ
เหล่านั้น
มาจากกระแสกรรม
“พระนิพพาน" ดินแดนแห่ง
บรมสุขอันเป็นนิรันดร์ย่อมอยู่ไม่ไกล
เกินเอื้อมเลย
ตุลาคม ๒๕๓๘
กัลยาณมิตร