ข้อความต้นฉบับในหน้า
}
((มเบ้!หระขรมรเธฒนีที่ดีเลิศ
ต่อ จาก หน้า ๔๕
ต่างแช่จ้องสรรเสริญพระบารมีพระมหากษัตริย์
เลย
หนุ่มของพวกเขาไปทั่ว
แต่แล้วความหวังของชาวไทยพินาศลง
พระบรมราชชนนีไม่ทรงอินยอม
ไม่ทรงเสียสละอย่าง
ใหญ่หลวง ให้พระราชโอรสองค์เล็กรับเป็นกษัตริย์รัชกาล
ที่ ๙ แล้วสิ่งใดจะเกิดขึ้นในแผ่นดิน....ยามได้เศวตฉัตร ไร้
หลักยึดเหนี่ยวและที่พึ่ง แต่เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนนี
ได้มีพระราชดำรัสถามว่า “วับไหมลูก” สมเด็จพระราช
โอรสองค์น้อยได้ตรัสตอบรับสั้นๆ ว่า
เหมือน
“วับ"
สายฟ้าฟาดลงมากลางดวงใจ ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริด
กับข่าวที่ว่า
“...พระนาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันด้วยพระแสงปืน..”
ข่าวนี้สร้างความระทมทุกข์ทั่วทั้งแผ่นดิน ประชา
ชนขวัญเสียระส่ำระสายเหมือนดวงตะวันพลันวูบดับลงตรง
หน้า บรรยากาศมีแต่สีดำ ความทุกข์แผ่ปกคลุมไปทั่ว
สมเด็จพระบรมราชชนนีนั้นเล่า....ดวงพระหฤทัยแทบ
แตกสลายดามสมเด็จพระบรมปิยราชโอรสไปด้วย ใน
ชีวิตของพระองค์ต้องสูญเสีย ต้องระทมทุกข์ไปกว่านี้อีก
แล้วหรือ...หน้าประวัติศาสตร์ไทยต้องบันทึกเหตุการณ์วัน
สวรรคตเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๙ ไว้ด้วยน้ำ
พระเนตรและพระสุรเสียงแสนรันทดของสมเด็จพระบรม
ราชชนนีว่า
“ไร่...หันทสุกของแม่ เล็กเอ๋ย จงมาตายเถียทับ
แม่แดเดี๋ยวนี้ถิด...”
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน พระวรกายที่
แสนบอบบางของพระราชชนนีชวนเชแทบทรงยืนไม่ไหว
ทรงชบอยู่ในอ้อมพระกรของสมเด็จพระบรมราชโอรสองค์
สุดท้อง ซึ่งมีแต่น้ำพระ
พระเนตรคลอกลบฉลองพระเนตรสี
ขาววับวาว ฉลองพระองค์ชุดสีดาวยิ่งขับกับพระพักตร์ให้
หมองไหม้ลงไปอีก....นี่หรือสิ่งคอบแทนที่พระองค์ทรงได้รับ
หลังจากทรงอภิบาลพระราชโอรสผู้ทรงเป็นที่รักดังควงใจ
มานานถึง ๒๐ปีเต็ม
แผ่นดินไทยมิต้องการพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณ
ธรรมอันประเสริฐดอกหรือ....เปล่าเลยพระเจ้าข้า ปวงข้า
พระบาท ต่างฝากที่พึ่ง ฝากความหวังทั้งมวลไว้ที่สมเด็จ
พระบรมราชชนนีและสมเด็จพระอนุชาเท่านั้น พระองค์
จะทรงทนได้หรือที่จะทรงอินยอมให้พระโอรสองค์สุดท้าย
ออกจากอ้อมพระหัตถ์ ไปเป็นของแผ่นดินอีกครั้ง แม่น
ดินที่กำลังมีอันตรายอย่างใหญ่หลวง ถ้าเพียงแต่สมเด็จ
กัลยาณมิตร/^)
นั่นคือวาระเริ่มต้นแห่งรัชกาลที่ ๙ เมื่อลมเด็จ-
พระราชโอรสตัดสินพระทัยเข้ามาทรงรับพระราชภาระอัน
หนักหนาต่อชาติบ้านเมือง
มีหรือสมเด็จพระบรมราช
ชนนี ผู้ทรงรักชาวไทย รักแผ่นดินยิ่งชีวิตจะทูลคัดค้าน
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าล้นกระหม่อม
ทั้งสองพระองค์ในครั้งนั้น นับเป็น “หนี้พระคุณ” ที่จด
จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ และหัวใจของคนไทยทุกคน
อย่างไม่มีวันจะลืมได้
บัดนี้ สมเด็จย่าได้ทําหน้าที่แห่งชีวิตสมบูรณ์แล้ว
สองพระหัตถ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ได้สร้างคุณธรรม
ความดีให้ปรากฎแก่โลกอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีส่วนไหน
ซองแผ่นดินไทยที่สมเด็จย่าไม่เคยไปเยี่ยมเยียนไต่ถามทุกข์
สุขปลอบขวัญใพ้กําลังใจแก่ทวยราษฎร์ ทุกครั้งที่สมเด็จ
ย่าประทับเครื่องบินพระที่นั่งเฮลิคอปเตอร์ พร้อมด้วย
คณะหน่วยแพทย์อาสา พอ.สว. วนเวียนอยู่เหนือขุนเขา
ยอดดอยคราวใด ทุกชีวิตไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างและ
วางมือจากงานตรงหน้าชั่วคราว พร้อมใจกันมาแหงนหน้า
ดูฟากฟ้าด้วยความดีใจว่า
“แม่ฟ้าหลวงมาแล้วแม่หลวงมาช่วยเราแล้ว...”
และแล้วแม่ฟ้าหลวงได้กล่าวลาแผ่นดินที่หวงแทน
จากความอบอุ่นท่ามกลางความจงรักภักดีของประชาชน
พาพระวรกายอันบอบบาง และพระราชหฤทัยอันแสน
เสียสละของพระองค์เสด็จสู่สรวงสวรรค์ แม้นแผ่นดินจะ
กำสรวล แต่แม่นดินก็รู้ว่าสวรรค์ขึ้นใจนักที่ได้เป็นที่สถิต
แห่งแม่ฟ้าหลวงพระองค์นี้ตราบนานเท่านาน
ดูเอาเถิดควงตาแห่งสวรรค์เอ๋ย... รอยอาลัยแฟง
แผ่นดินไม่เคยแห้งเหือด สายธารของประชาชนที่หลั่ง
ไหลมาถวายบังคม “สมเด็จย่า” เป็นครั้งสุดท้าซ ไหลมา
ไม่ขาดลาย และราวไม่มีที่นี้สุด
สูสาหน ๒๕๓๘