ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทุกคน เพียงลายหัวแม่มือของเราได้มีโอกาสพิมพ์ไว้ใน
แผ่นปูนบริเวณรอบพระมหาเจดีย์ เราก็ดีใจแล้ว ยึดถือว่า
ปูนแผ่นนั้นเป็นของเราทำบุญเอาไว้ ใครก็เอาไปไม่ได้
เพราะลายนิ้วมือของคนในโลกนี้ไม่มีซ้ำกันเลย ยังมีลายเซ็น
กำกับอีกยิ่งชัดเจนว่า ตรงนี้แหละเราสร้างเอาไว้ ใครมานั่ง
ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม จะกี่คนมากน้อยแค่ไหน เป็นเวลา
ยาวนานเท่าไร แม้จะผุพังกองเป็นเศษหินเศษปูน ถ้ายังมี
ผู้คนกราบไหว้เคารพบูชาอยู่ เราย่อมได้ผลบุญนั้นตลอดไป
เหมือนตัวอย่างเรื่องสุวรรณเจดีย์พระกัสสปทศพล
ซึ่งผู้คนในยุคนั้นสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาล่วงเลยมาหลายพันปีเจดีย์
ผุพังลงกลายเป็นเนินดิน ในสมัยพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมของเรานี้
วันหนึ่งพระบรมศาสดา
ของเราเสด็จไปโปรดโตเทยยะ
พราหมณ์ที่นั้น พราหมณ์ไม่ถวาย
บังคมพระพุทธองค์ แต่ไหว้กองดิน
โดยอ้างว่าเป็นเจดีย์ที่เคารพกันต่อๆ
มาเป็นประเพณี
พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัส
เล่าความเป็นไปของเจดีย์นั้น
พร้อมทั้งเนรมิตเจดีย์ในอดีตให้ดูสูง ๑
โยชน์ ตรัสเทศนาถึงถูปารหบุคคล ๔
ที่ควรเคารพมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นต้น และเจดีย์ที่ควรเคารพอีก ๓ คือ สรีรเจดีย์
อุททิสสเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ทรงยืนยันว่า การมีจิตเลื่อมใส
ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ยังทรงดำรงชีวิตอยู่ก็ตามหรือ
แม้ในเจดีย์ของพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานแล้วก็ตาม มีผล
บุญมหาศาลประมาณไม่ได้เสมอกัน
พราหมณ์ฟังพระธรรมเทศนาแล้วบรรลุเป็นพระ
โสดาบันบุคคล ยังมีผู้คนที่มาเคารพรูปเจดีย์เนรมิตซึ่งลอย
อยู่ในอากาศ ๗ วัน ฟังธรรมตามไป ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
ด้วยอีกถึง 4 หมื่น ๔ พัน
หรือดังตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งเป็นผลบุญเฉพาะลาน
พระมหาเจดีย์โดยตรง ในพระชาติหนึ่งของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า เกิดเป็นสังขพราหมณ์ ชาวเมืองตักสิลา ด้วย
ความคิดถึงลูกชายที่ลาจากไปเมืองพาราณสี เพื่อศึกษา
มนต์กับสำนักอาจารย์ซึ่งเป็นเพื่อนของตน เมื่อเรียนมนต์
จนหมดความรู้ของอาจารย์แล้ว ได้รับคำแนะนำให้ไปพบ
กับบรรดาฤๅษีในป่าอิสิปตนะ ซึ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้
ไม่สอนธรรมแก่ใคร นอกจากบรรพชิตด้วยกัน สุชิมะมาณพ
จึงบวชเรียนในสำนักพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เรียนธรรมจน
บรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ ในกาลต่อมาไม่นาน ท่านก็ปริ
นิพพาน ชาวเมืองจัดการพระสรีรกิจแล้ว จึงบรรจุอัฐิธาตุ
ของท่านไว้ในสถูปองค์เล็กๆ ใกล้ประตูเมือง
สังขพราหมณ์ เมื่อเดินทางมาถึงเมืองนั้น ทราบ
ว่าลูกชายสุสิมะปัจเจกพุทธเจ้า
ปรินิพพาน สังขพราหมณ์ เสียใจ
ประหารพื้นดินด้วยมือ ร้องไห้
คร่ำครวญแล้ว ไปยังลานพระเจดีย์
ถอนหญ้าขึ้นแล้วเอาผ้าห่ม ขน
ทรายมาเกลี่ยลงที่ลานพระเจดีย์
ประพรมด้วยน้ำ บูชาด้วยดอกไม้ป่า
ยกธงแผ่นผ้าสาฎก ผูกฉัตรของตน
ในเบื้องบนแห่งพระสถูปแล้วหลีกไป
จากกุศลกรรมที่ท่าไว้ใน
พระชาตินั้น แม้เพียงเล็กน้อยแต่ถูก
เนื้อนาบุญเพราะทำกับพระปัจเจก
พุทธเจ้าผู้เสด็จปรินิพพานไปแล้ว
เป็นอานิสงส์ใหญ่บันดาลให้ได้เกิด
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นับด้วยพันชาติ มีทรัพย์สมบัติเกิด
ขึ้นมากมาย ใช้ไม่รู้จักพร่อง แม้ในพระชาติสุดท้าย ตรัสรู้
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเสด็จไปโปรดชาวเมืองไพสาลี
ที่เกิดโรคระบาด ชาวเมืองล้มตายเป็นอันมาก ขณะที่
พระองค์เสด็จไป ชาวเมืองได้ช่วยกันตัดถนนหนทาง ปูลาด
ด้วยดอกไม้ของหอมตลอดเส้นทาง จากการที่สังขพราหมณ์
ถอนหญ้าเกลี่ยทรายรอบเจดีย์) จนถึงฝั่งไพสาลี และบังเกิด
ฝนโบกขรพรรษ กำจัดโรคระบาด (จากการประพรมน้ำรอบ
เจดีย์) และชะล้างศพขับไล่อมนุษย์ออกไปจากเมืองจนหมด
สิ้น ฯลฯ
อานิสงส์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอานุภาพของ
พระองค์ หรือนาค เทวดา พรหมก็หาไม่ หากทว่าเกิดขึ้น
กัลยาณมิตร พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓ | ๒๗