ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทำไมไปอยู่ที่สวรรค์ชั้นนั้น ก็อย่างที่รู้กันมาว่านักสร้างบารมีทั้งหลาย พอ เปล่งวาจาได้แล้ว ยังไม่พอ แม้ความ
ละโลกจากมนุษย์ไปเขาก็ไปอยู่กันที่นั่นแม้แต่พวกเราที่นั่งอยู่ในสภาธรรมกายแห่งนี้ สว่างก็บังเกิดขึ้นกับโลก
เมื่อตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาให้เต็มที่ ละโลกจากนี้แล้วสวรรค์ชั้นดุสิต
ก็สามารถเป็นที่อยู่ของเรา และเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้ แตกต่างจากเทวดาชั้นอื่นๆ
สว่างขนาดไหน? ในพระ
ไตรปิฎกบันทึกเอาไว้ว่า ขณะที่
ตรงที่ว่าขณะที่เป็นเทวดาอยู่ก็นั่งสมาธิไม่ไปเที่ยวเอิกเกริกเฮฮาเหมือนเทวดาที่อื่น พระองค์ประสูตินั้น ความสว่างได้เกิด
เป็นเทวดานักนั่งสมาธิ กลั่นกายกลั่นใจให้ใสให้สว่างยิ่งขึ้นไป
และพระโพธิสัตว์ของเรานี้ เมื่อขณะที่อยู่ในภพดุสิตนี้ รัศมีสีสันของ
พระองค์ท่านสว่างไสวเหลือเกิน สว่างไสวจนกระทั่งเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นต่างๆ
เห็นความสว่างที่น่าอัศจรรย์ และเทวดาเหล่านั้นก็รู้ด้วยใจตัวเองอีกเหมือนกันว่า
ว่าเทวดาที่รัศมีสว่างๆ อย่างนี้ มีอยู่ประเภทเดียว คือเทวดาที่จะไปเกิดเป็นชาติ
สุดท้ายแล้ว ถ้าจะลงไปเกิดมนุษย์ครั้งนี้ ก็จะไปเป็นพระพุทธเจ้าสั่งสอนชาวโลก
เพราะว่าบารมีของท่านเต็มเปี่ยมแล้ว คือ ทั้งให้ทาน ทั้งรักษาศีล ทั้งเจริญภาวนา
สร้างบารมีทั้ง ๑๐ ประการ มาครบถ้วนดีแล้ว จนกระทั่งใจทั้งใสทั้งสว่าง
ใจสว่างขนาดไหน ? สว่างยิ่งกว่าเอาดวงอาทิตย์มาเรียงเป็นดวงๆ เต็มท้องฟ้า
เพราะฉะนั้น ขณะที่อยู่บนสวรรค์นั้น ความสว่างในใจของท่านมากจนกระทั่ง
ความสว่างมันทะลุผิวกายออกมา กลายเป็นรัศมีทีเดียว สว่างจนกระทั่งเทวดา
ทั้งหลายมองเห็นว่าสว่างเป็นพิเศษ และสว่างอย่างนี้คือผู้มีบารมีแก่กล้าพร้อมจะ
มาเป็นพระพุทธเจ้า
แล้วเทพบุตรพระโพธิสัตว์ก็รู้ด้วยว่า เรานี้เตรียมตัวจะมาเป็นพระพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ขณะที่เข้าสู่ครรภ์พุทธมารดาก็ตรึกนึกอยู่ถึงหน้าที่สำคัญของ
พระองค์ว่า จะต้องมารื้อสัตว์ขนสัตว์ให้พ้นจากทะเลทุกข์ เพราะฉะนั้น
ทันทีที่คลอดที่ประสูติออกมาก็ประกาศเจตนารมณ์ของการเกิดของ
พระองค์ชัดเจนเลยว่า
เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก คือมีบุญมีบารมีที่สะสมมามากกว่าชาวโลก
ทั้งหลาย เจริญที่สุดแห่งโลก คือจิตใจยิ่งใหญ่เหลือเกิน ยิ่งใหญ่ขนาดที่จะรื้อสัตว์
ขนสัตว์ให้ไปนิพพานให้หมดทั้งโลกทีเดียว
เราเป็นผู้ที่ประเสริฐสุดแห่งโลกก็เพราะว่าบุญบารมีที่สั่งสมมาดีแล้วนี้ จะ
เป็นเหตุให้เราได้ตรัสรู้ธรรม แล้วเอาธรรมะที่ตรัสรู้มาสั่งสอนชาวโลกให้ชาวโลก
ได้พ้นทุกข์ตาม พระองค์ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนอย่างนี้เพราะมีสติสัมปชัญญะ
ตลอด แม้ขณะอยู่ในครรภ์ ซึ่งสัตวโลกทั้งหลายทำอย่างนี้ไม่ได้
ยิ่งกว่านั้นพระโพธิสัตว์ยังได้พยากรณ์ตัวเองต่อไปด้วยว่า ชาตินี้เป็นชาติ
สุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่เรา นี่คือเบื้องหลังความยิ่งใหญ่และความสำเร็จ
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือก่อนที่จะมาเป็นบรมครู มาตรัสรู้ มาสอนธรรมให้
แก่พวกเรานั้น ท่านมีการเตรียมการอย่างดียิ่งมาแล้ว สร้างบุญสร้างบารมีมา
ตามลำดับๆ จนกระทั่งบุญบารมีเปี่ยมล้นแล้ว บุญบารมีนั้นมากมายมหาศาล
พอที่จะฆ่ากิเลสในตัวได้แล้ว คือเตรียมตัวมาพร้อมจะเป็นบรมครูของชาวโลกจริงๆ
ยิ่งกว่านั้น เมื่อถึงคราวถึงวันที่พระองค์ประสูตินั่น นอกจากเดินได้แล้ว
ไปจนกระทั่งหมิ่นโลกธาตุ
โลกที่เราอยู่ขณะนี้ เราก็มีความ
รู้กันพอสมควรแล้วว่า ในจักรวาลอัน
กว้างใหญ่ไพศาลไม่ได้มีแต่โลกของ
เราโลกเดียว ยังมีโลกอื่นๆ อีกนับไม่
ไหว และโลกอื่นๆ ที่มีอยู่นั้น เขาก็
มีดวงอาทิตย์ ดวงดาว ดวงจันทร์เป็น
บริวารเช่นเดียวกับโลกของเรานี้ และ
ดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างแต่ละโลกนั้น
แต่ละดวงก็คลุมโลกนั้นๆ เท่านั้น ไม่
ได้คลุมไปถึงโลกใบอื่น แต่ว่าด้วย
อำนาจบุญบารมีที่พระโพธิสัตว์สั่งสม
มาดี ความสว่างในใจของพระองค์
ท่านมากมายมหาศาลขนาดหมื่น
โลกธาตุก็พลอยสว่างไปด้วย
พูดง่ายๆ เมื่อวันที่
พระองค์ประสูติรัศมีของ
พระองค์สว่างกว่าดวง
อาทิตย์เป็นหมื่นเท่าหรือ
มากกว่านั้น ถ้าจะหลับตานึกลอง
จินตนาการดูมันคงยาก ตั้งใจนั่งสมาธิ
กันไป วันหนึ่งเราจะต้องทำใจหยุดนิ่ง
เข้าถึงธรรมกาย แล้วทำใจหยุดนิ่งเข้า
ธรรมกายในธรรมกายไป แล้วเราจะรู้
เองว่าความสว่างขนาดหมื่นโลกธาตุก็
สว่างตามไปด้วยนี้ขนาดไหน ไป
พิสูจน์เอาเองก็แล้วกัน ยิ่งกว่านั้น
พระไตรปิฎกยังได้บันทึกเอาไว้อีกว่า
แม้แผ่นดินก็ไหวด้วย
บ้านมิตร พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ | ๓๙