ข้อความต้นฉบับในหน้า
อธิบดีสงฆ์ในมหาวิหารนั้น ท่านกำลังพักผ่อนหลบความ
ร้อนอยู่ภายในกุฎีที่อาศัย หาได้หลับใหลตามที่เจ้าพรานใจ
บาปว่าเอาเองก็หาไม่ พอได้ยินเสียงตะโกนกรุ่นด่าดังนั้นก็
ให้รู้สึกแปลกใจเป็นยิ่งนัก เพราะเมื่อสักครู่ท่านก็เห็นพระ
ภิกษุสามเณรพากันหาบน้ำมาใส่หม้อจนเต็มทุกหม้อ เหตุ
ไฉนเจ้าพรานป่าจึงได้ว่าเช่นนั้น จึงลุกขึ้นมาดูที่หม้อน้ำ
พลางชี้มือแล้วกล่าวเชื้อเชิญว่า
“นี่อย่างไรเล่าน้ำ....เชิญเจ้าดื่มให้เย็นใจเถิด”
“น้ำท่าที่ไหนกัน ชี้มือส่งเดชไปได้ ไม่เห็นมีน้ำสัก
หน่อย จะให้ดื่มอะไร” เจ้าพรานป่าสวนทันควัน
“เอ๊ะ! เจ้านี่อย่างไรกัน ก็น้ำมีออกเต็มปรี่ทุกหม้อ
เจ้าเป็นคนตาบอดหรือไรเล่า....จึงได้มองไม่เห็นน้ำ
“พระสมณะ ท่านจะมาโกหกเราเพื่อเอาประโยชน์
อะไร ไม่มีน้ำแท้ๆ แต่กลับมาบอกว่ามี ตัวเป็นสมณะแท้ๆ
กลับมาพูดโกหกเอาซึ่งๆ หน้า ประพฤติอย่างนี้ไม่ดีรู้ไหมเล่า”
พระมหาปิณฑปาติกติสสเถรเจ้าได้ฟังดังนั้น ก็
พิจารณาดูสกลกายอันพะรุงพะรังของมันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ท่านก็ทราบทันทีว่าเป็นอกุศลกรรมที่ทำให้เจ้าพรานป่าผู้มี
ความกระหายน้ำเป็นหนักหนามองไม่เห็นน้ำซึ่งมีอยู่เต็มทุก
หม้อ จึงได้ไถ่ถามประวัติความเป็นมาของมันว่า
“เจ้าเป็นใคร มาที่นี่ทำไม ?"
“ข้าพเจ้าเป็นคนธรรมดา เคหสถานบ้านเกิดอยู่ที่
โรหนชนบท มีอาชีพเป็นพรานไพร วันนี้ฆ่าสัตว์ได้
มากมายตั้งใจว่าจะกลับบ้านแต่เกิดกระหายน้ำจนคอแห้งผาก
จึงบุกบั่นมาถึงที่นี่ แล้วก็ได้พบกับท่านซึ่งเป็นคนโกหกพอดี”
“อ้อ...! อย่างนี้นี่เล่า เราเป็นสมณะ จะมาโกหก
เจ้าให้ศีลของเราวิบัติทำไม อันที่จริงน้ำใสเย็นเพิ่งตักมา
จากสาธารมีอยู่เต็มปรี่ทุกหม้อ แต่การที่เจ้าไม่เห็น เป็น
เพราะอะไรเจ้ารู้หรือไม่เล่า มิใช่อื่นไกล เป็นเพราะ
อกุศลกรรมในบาปอันหยาบช้าของเจ้าเอง ซึ่งเกิดจากการ
ที่เจ้าฆ่าสัตว์มามากมายนั่นเองบันดาลให้เป็นไป รู้ตัวหรือ
ไม่เล่าว่า บัดนี้ เจ้าน่ะกลายเป็นสัตว์เปรตไปเสียแล้ว เป็น
เปรตทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตเป็นคนอยู่ เราจะพิสูจน์ให้ดูว่าน้ำใน
หม้อเหล่านี้มีหรือไม่มี” ว่าดังนี้แล้ว พระเถรเจ้าก็ตักน้ำจาก
หม้อมาราดลงที่มือและเท้าของเขาทันที
"เกล้ากระผมเชื่อแล้วว่ามีน้ำในหม้อจริง ข้าแต่
พระคุณเจ้า..! ขอได้โปรดอนุเคราะห์ให้เกล้ากระผมผู้กำลัง
กระหายได้ดื่มน้ำนี้ด้วยเถิด เจ้าข้า"
เมื่อพระมหาเถรเจ้าได้ฟังดังนั้นก็ตักน้ำส่งให้เจ้า
คนบาปนั้นดื่ม จนพอแก่ความต้องการแล้วจึงให้โอวาทว่า
“ดูกรเจ้าผู้มีบาปหนา! เจ้าสำนึกตัวแล้วหรือยังว่า
บาปกรรมที่เจ้าทำไว้นั้น มีโทษมหันต์ทารุณร้ายกาจอย่างไร
ในชาตินี้ยังสามารถบันดาลให้เจ้ามีสภาพเป็นเหมือนเปรต
อสุรกายทันตาเห็นเป็นที่ประจักษ์เช่นนี้ ในชาติต่อไป
เจ้าจงตรองดูให้ดีเถิด"
บาปกรรมนั้นจักพลันให้วิบากอันทารุณร้ายกาจเพียงใด
พรานป่าเมื่อได้ฟังโอวาทของพระมหาเถระว่าดังนั้น
ก็พลันได้สติสำนึกว่า
"เพียงภพนี้ยังได้รับผลแห่งอกุศลกรรมปานนี้
สืบไปในอนาคตโลกหน้าเล่าคงจักได้ผลทารุณร้ายกาจสุดที่
จักนับประมาณได้"
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วก็ยกมือไหว้พระมหาเถระรีบ
เดินทางกลับบ้าน แจ้งความประสงค์แก่ภรรยาและบุตรว่า
จักขอลาไปบวช แล้วขนเอาเครื่องมือที่ใช้เพื่อการล่าสัตว์
ไปเผาทิ้งเสียจนสิ้น แล้วรีบเดินทางกลับไปสู่คเมณฑวาสี
มหาวิหาร ขอเข้าพบท่านพระมหาปิณฑปาติกติสสเถรเจ้าผู้
ให้สติแก่ตนและขอบรรพชาอุปสมบทและได้นามว่า “พระ
๖๔ | กัลยาณมิตร พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓.