ข้อความต้นฉบับในหน้า
ยังพอกำหนดได้โดยอาศัยแนวแห่งธรรม เช่น
ทรงแสดงธรรมได้แจ่มชัดตามอัธยาศัยของผู้ฟัง
สมบูรณ์ด้วยปาฏิหาริย์ ๓ เป็นต้น ดังที่พระผู้
มีพระภาคตรัสไว้ในสัมปสาทนียสูตร ทีฆนิกาย
ปาฏิกวรรคว่า
“ดูก่อนสารีบุตร ก็เธอไม่มีเจโตปริย
ญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต
อนาคตและปัจจุบันเหล่านั้น เหตุไฉน เธอจึง
หาญกล้าเปล่งวาจาอย่างองอาจยิ่งนี้ ได้
บันลือสีหนาทเป็นการเด็ดขาดลงไปว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า
อย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่มีสมณหรือ
พราหมณ์อื่นใด ที่จะมีสติปัญญายิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาค
เจ้าในพระปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้
เบื้องแรกท่านไม่รู้จักทั้งไม่เคยเห็นพระรูปกายของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าเลย ถึงแม้เห็นแล้วก็ไม่รู้จัก ได้ยินแต่กิตติศัพท์ของ
พระองค์ ต่อเมื่อฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้ว จึง
บรรลุธรรมกายพระอนาคามี ใช้ปัญญาจักษุ (ตาธรรมกาย)
ของพระอนาคามี จึงเห็นธรรมกายของพระพุทธองค์ จึงรู้
ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงว่าข้าพระองค์จะไม่มี
เจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต พระคุณสมบัติแห่งพระธรรมกายภายในของพระองค์ จึงได้
อนาคตและปัจจุบันก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็ทราบนัยที่เป็นไป
ตามแนวแห่งธรรมได้”
หรือเหมือนดัง ท่านพระปุกกุสาติออกบวชอุทิศพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความเลื่อมใส แต่ท่านไม่เคยเห็นพระผู้
มีพระภาคเจ้าเลย เมื่อพบพระผู้มีพระภาคก็ไม่รู้จัก เพราะ
เป็นเวลากลางคืน และเพราะพระพุทธองค์ทรงปกปิดพระ
ลักษณะและพระรัศมีไว้ แต่เมื่อทรงแสดงธรรมเรื่องการ
จำแนกธาตุจบ และท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอนาคามี
จึงได้ทราบว่าเป็นพระพุทธองค์ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในธาตุ
วิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ว่า
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็ท่านเคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้นหรือ และเมื่อท่านเห็นแล้วจะรู้จักไหม ?
ป. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้นเลย ถึงเห็นแล้วก็ไม่รู้จัก. ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริดังนี้ว่า กุลบุตรนี้บวชอุทิศเรา
ไฉนหนอ เราควรจะแสดงธรรมแก่เขา... ฯลฯ... เมื่อทรงแสดง
ธรรมจบ ท่านพระปุกกุสาติจึงทราบแน่นอนว่า พระศาสดา
พระสุคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดเราแล้ว
พระองค์เสด็จมาโปรดเราแล้ว ฯ
ข้อที่น่าสังเกตในเรื่องของท่านพระปุกกุสาติ คือ
ทราบแน่นอนว่า ท่านผู้นี้คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่าง
แน่นอน.
ดังนั้น การที่จะทราบได้ว่าท่านผู้นี้เป็นพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอนได้นั้น จึงต้องรู้เห็นลักษณะทั้ง ๒
ประการ คือ (๑) พระรูปกายอันทรงไว้ซึ่งลักษณะมหาบุรุษ
๓๒ ประการเป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะภายนอก สามารถมอง
เห็นได้ด้วยมังสจักษุเป็นต้นไป และ (๒) พระธรรมกายอัน
ทรงไว้ซึ่งลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการเป็นต้น พร้อมด้วย
พระคุณธรรมภายในแห่งพระธรรมกาย ซึ่งต้องเห็นด้วย
ปัญญาจักษุของพระธรรมกายด้วยกัน
เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า
“รูปกาเยน ภควโต ปมาณภูตต์ ที่เปต, ปสาทนียนฺติ อิมินา
ธมฺมกาเยน, แปลถอดความว่า ท่านแสดงประมาณ คือหลัก
สำคัญหรือลักษณะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นที่ตั้งแห่ง
ความเลื่อมใสไว้ด้วยพระรูปกาย และด้วยพระธรรมกาย ดัง
พรรณนามาฉะนี้แล ฯ
กัลยาณมิตร พฤษจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓