ข้อความต้นฉบับในหน้า
ประชาธิปไตย “พระเจ้า” บันดาลดลให้มนุษย์เกิดมาอย่าง
เท่าเทียมกัน ดังนั้นหนังสือพิมพ์จึงจะต้องทำหน้าที่เป็นตัว
ทำให้บังเกิด หรือบำรุงรักษาให้ความเท่าเทียมกันนั้นดำรง
คงอยู่ตลอดไปตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า
หนังสือพิมพ์ถูกสังคมในขณะนั้นกำหนดให้มีหน้าที่
ในการเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเท็จจริงด้วย
ความบริสุทธิ์ยุติธรรมยิ่ง เพราะความอคติแม้แต่นิดเดียว
ความไม่เท่าเทียมกัน ความเท็จ ก็จะเข้ามาครอบครองโลก
แทนยุติธรรม
ณ เวลานั้น สัจจธรรมที่สังคมแสวงหาก็ต้องเปิด
ทางให้แก่ ขยะ
เนื่องจากสัจจธรรม คือหลักการที่มาแห่งความสุข
ของมนุษย์ทั้งหลาย มันจึงมีความสำคัญอย่างล้นเหลือ นัก
สื่อสารมวลชนจึงต้องกลายเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ที่ยิ่งกว่า
คนในวิชาชีพอื่น คือต้องเป็นคนที่มีมือไหลลื่นไปตามอักษร
ภาษาหรือเลนส์กล้อง มีกายที่คล่องแคล่วไปด้วยเทคนิค
ของการหาข่าว ในขณะเดียวกันก็ต้องมีสมองใคร่ครวญผล
กระทบแห่งการเสนอข่าวของตน มีหัวใจที่หยั่งลึกไปถึง
“พระเจ้า” ที่ละเมียดละเอียดอ่อนจนสัมผัสความเจ็บปวด
หรือปีติในอารมณ์ของเพื่อนมนุษย์
นิสิต นั่งฟังด้วยตาแป๋วแหวว แล้วก็บอกว่า อาจารย์
คะ สื่อที่ว่าน่ะ ไม่มีอยู่ในโลกนี้หรอกค่ะ หนูไปสัมภาษณ์นัก
หนังสือพิมพ์หลายคนมาแล้วเขาบอกว่าจรรยาบรรณสื่อ
มวลชนน่ะมีจริง แต่แขวนอยู่บนยอดไม้โน่น แลดูโก้ดีแต่
เอามาปฏิบัติจริงไม่ได้หรอก
จริงของคุณ อาจารย์ว่า แต่มันเป็นจริงเฉพาะในยุค
นี้ที่คนเสื่อมศีลธรรมและตกเป็นทาสระบบทุนนิยมกันหมด
นักข่าวรุ่นหลังเรียนแต่เทคนิคการทำข่าวและการทำธุรกิจ
สื่อให้ได้ผลกำไรมากที่สุด ดังนั้นข่าวก็เป็นเพียงสินค้าตัวหนึ่ง
ไม่ต่างอะไรกับปากกา กระดาษหรือรองเท้า
ต่อไป
หมดความศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของใครได้อีก
จรรยาบรรณบนยอดไม้ช่วยใครไม่ได้ทั้งนั้น
ดังนัน เพราะ
จรรยาบรรณจริงๆ ของนักข่าวไม่มีตัวอักษรตัวไหน
สามารถสื่อออกมาได้
เพราะมันอยู่ที่ใจจ้ะ......
นิสิตยกตัวอย่างกรณีศึกษาหลายกรณีเพื่อพิสูจน์ว่า
หนังสือพิมพ์นั้นชอบ “เล่นข่าว” เพื่อให้สินค้าของตนก็คือ
ข่าวนั่นแหละมีความน่าสนใจ พูดง่ายๆ ก็คือเอาธรรมชาติ
ความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนมนุษย์นั่นแหละมาเป็น
เครื่องมือหลักในการหาเงิน
เช่นกรณีนางแบบสาว “สปัน” ที่ถูกหนังสือพิมพ์
“เล่นข่าว” บนพื้นฐานของแหล่งข่าวที่ไม่สมบูรณ์ เธอถูก
ประโคมโหมข่าวว่าเป็นเอดส์ โรคซึ่งในยุคนั้น (เมื่อเกือบ
สิบปีมาแล้ว) ยังไม่มีใครค่อยรู้จัก รู้แต่ว่าเป็นโรคร้ายที่น่า
รังเกียจ และเกิดมาจากพฤติกรรมของคนที่น่ารังเกียจจริงๆ
เท่านั้น
ผลก็คือสปันแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ต้องหลบลี้หนี
หน้าผู้คนไปอยู่ต่างจังหวัดเสียนานจนแทบจะฆ่าตัวตาย ใน
ขณะที่หนังสือพิมพ์ขายดิบขายดีเพราะข่าวดาราเป็นเอดส์
ใครๆ ก็ชอบอ่าน
ครั้นเมื่อความจริงปรากฏในภายหลังว่าคุณสปินเธอ
ไม่ได้เป็นโรคอะไรเลย หนังสือพิมพ์ก็ทำเฉยๆ หรือแกล้ง
ทำเป็นลืมๆ กันไป จะเอาอะไรกันนักหนาเรื่องมันแล้วไปแล้ว
นี่แหละคือสื่อ
ยังมีตัวอย่างอีกเยอะแยะนับกันไม่หวาดไม่ไหว
เรื่องที่สื่อ “เล่นข่าว” บางครั้งจากความจริงส่วนเดียว และ
หลายครั้งจากความเท็จโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องไปคิดอะไรกันมาก
หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นเขาเล่นข่าวนี้เราก็ต้องเล่นมั่ง เรื่อง
“ตกข่าว” นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายชนิดตัดญาติไม่เผาผี
กันเลยทีเดียว
“หนูละเซ็ง” นิสิตทำท่าเหนื่อย
ไม่ต้องเซ็งหรอก เพราะหากมองลึกไปกว่านี้มันมี
อะไรที่น่าเซ็งกว่าอีกร้อยเท่า
อาจารย์ บอกว่า แม้ตามทฤษฎีนักข่าวจะต้องเป็น
ซุปเปอร์แมนซุปเปอร์วูแมน แต่ในความเป็นจริง นักข่าวก็คือ
มนุษย์คนหนึ่งในสังคม ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ
เคยมีคนพูดว่า ประชาชนเป็นอย่างไร นักการเมืองก็
เป็นอย่างนั้น
คำพูดเดียวกันสามารถเอามาใช้กับนักข่าว
สังคมไทยเป็นสังคมที่พ่ายแพ้ในการต่อสู้กับคลื่น
ตะวันตก มันเป็นความพ่ายแพ้อันเกิดจากการรับ “ความเจริญ”
24 พ.ศ.