ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระท่านว่าไว้ว่า “คนที่ไม่ถูกด่า ไม่มีในโลก”
หมายความว่า ไม่มีใครในโลกที่จะไม่ถูกด่าหรือถูกนินทา
จะโดนมากหรือน้อยเท่านั้น เพราะเราจะไปห้ามใครๆ ไม่ให้
ด่าเราไม่ได้ เมื่อเขาอยากจะด่าเขาก็ด่าและด่าได้ทุกคน คน
ที่ไม่พูด ก็ถูกด่า คนที่พูดมาก ก็ถูกด่า คนที่พูดน้อยหรือ
พูดพอประมาณ ก็ถูกด่าเหมือนกัน อย่าว่าแต่คนเลย
พระพุทธรูปซึ่งอยู่เฉยๆ ยังถูกมนุษย์เราค่อนขอดเอาเลย
ดังคำโบราณว่า “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำ
เหมือนเอามีดมากรีดหิน แม้องค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์
เดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา” ทำนองเดียวกัน คนที่เคยถูกคน
ด่ามาแล้วจะไม่เคยมีคนเขาชมบ้างก็
เห็นจะไม่มีในโลก แสดงว่าคำนินทา
และคำสรรเสริญนี้เป็นเรื่องธรรมดา
ท่านให้ดูภูเขาที่เป็นหินล้วนๆ เป็นตัวอย่าง แม้ลมจะพัด
แรงแค่ไหน ก็พัดให้ไหวสะเทือนไม่ได้ คนที่ทำตัวให้เป็น
เหมือนภูเขาได้ ก็ย่อมจะไม่ฟุบลงเมื่อถูกด่าถูกนินทา และ
ไม่ฟูขึ้นเมื่อได้รับคำชมคำสรรเสริญ คิดว่าคำเหล่านี้เป็น
เพียงลมปากของคน ถ้าหากไปยึดไปหลงเข้า ก็จะปลิวไป
ตามลมปาก ต้องหวั่นไหว ต้องทุกข์ระทม หรือจมไม่ลง
เรื่อยไป
เมื่อถูกนินทาหรือได้รับการสรรเสริญต้องมีสติ คือ
ต้องพิจารณาให้ดีว่าที่เขาด่าว่านินทาหรือที่เขาชมเขา
สรรเสริญนั้น มีความเป็นจริงเพียงใด ควรปรับปรุงตัวหรือไม่
ของโลกจริงๆ พระท่านจึงเรียกว่า
เป็นโลกธรรม เป็นของประจำโลก มี
66
คนที่ทําตัวให้เป็นเหมือนภูเขาได้ ก็ย่อมจะไม่
ฟุบลงเมื่อถูกด่าถูกนินทา และไม่ฟูขึ้นเมื่อได้
รับค่าชม สรรเสริญ คิดว่าคำเหล่านี้เป็น
99
มานานแล้ว
เพียงลมปากของคน
คำนินทาและค่าสรรเสริญนี้
จะมีขึ้นได้ต้องมีสาเหตุ กล่าวคือเมื่อ
เขาเกลียดเรา หรือเราไปขัดขวางผล
ประโยชน์ของเขา หรือเราไม่สามารถ
ทำประโยชน์ที่เขาต้องการให้ได้ เขาก็
ด่าเขาก็นินทาเรา แต่ถ้าเขารักเรา
หรือเราไม่ไปขัดขวางผลประโยชน์
ของเขา หรือเราสามารถทำ
ประโยชน์ตามที่เขาต้องการได้ เขาก็
สรรเสริญเรา เรื่องมันก็มีอยู่เพียงแค่นี้
เพราะฉะนั้น นินทาหรือสรรเสริญนี้
จึงเอาแน่ไม่ได้ ไปยึดติดก็ไม่ได้ และ
มีขึ้นมีลงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ วันนี้
เขาชมเรา พรุ่งนี้เขาอาจด่าเราก็ได้ วันนี้เขาด่าเราไว้
พรุ่งนี้เขาอาจมาชมเราก็ได้ อยู่ที่อารมณ์ของเขา และอยู่ที่
สาเหตุต่างๆ ที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นสำคัญ
นักปราชญ์ทั้งหลายเข้าใจเรื่องนี้ดี จึงไม่ยินดี
ยินร้ายในเรื่องนินทาหรือสรรเสริญนัก กล่าวคือไม่แสดง
อาการเสียใจจนเกินเหตุเมื่อถูกนินทาหรือถูกด่า แต่ก็ไม่ดีใจ
จนเกินไปเมื่อถูกชมถูกสรรเสริญ วางใจเป็นกลางได้เสมอ
เพราะเมื่อคนดีชม ก็เป็นอันชม เมื่อตำหนิก็เป็นอันตำหนิ
ควรรับฟังเป็นอย่างยิ่ง เท่ากับเป็นกระจกเงาให้ แต่ถ้าคน
พาลติหรือชม มักเอาแน่ไม่ได้ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ
ทำตัวให้เป็นเหมือนภูเขาหินล้วนไว้เป็นดี เพราะคำนินทา
หรือคำสรรเสริญของคนพาลเอาเป็นประมาณไม่ได้
ห้สยามมิตร พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ | mm