ข้อความต้นฉบับในหน้า
บทความพิเศษ เทวะ
ถวายบัวกลีบบอบบาง
ผ่องสล้างสลักเสลา
ขอปัญญาแก่ข้าเจ้า
บัวนำเข้าพระนิพพาน
กวีบทนี้จำได้เลาๆ เป็นคำ
กล่าวของท่านเจ้าอาวาสวัดน้อย-
นางหงส์ หลวงปู่ที่ผู้เขียนคุ้นเคยมา
แต่เด็กๆ แต่คิดว่าคำคงไม่ถูกต้อง
ทั้งหมดเพราะขณะนั้นผู้เขียนเองก็ตัว
เล็ก ความทรงจำยังเล็กๆ และผู้พูด
ท่านชรามากแล้วจึงเป็นเรื่องที่ผู้พูดก็
พูดไม่ชัดผู้ฟังก็ฟังไม่แจ้งแต่ประทับใจ
จำคำได้เพียงเลาๆ แล้วนำมาใส่คำ
ของตัวเองลงไปให้ครบถ้วนตาม
ความหมายที่ไม่เคยลืมว่า “ถวาย
ดอกบัวแล้วเกิดปัญญา ปัญญาพาไป
พระนิพพาน” และบัวที่ว่านี้ส่วนใหญ่
จะเป็น “บัวก้าน” หรือที่รู้จักกันว่า
“บัวหลวง” ไม่ใช่ประเภทบัวสี บัวกินสาย
บัวเผื่อน บัวผันหรือว่าบัวบรรจงที่
บานสะพรั่งสีอร่ามอยู่มากมายเต็ม
ท้องน้ำในฤดูร้อนที่มีน้ำมาก บัวเหล่า
นั้นแม้จะพากันนิยมว่าสวยหรือว่า
แพงสักเพียงไหน(ในกรณีที่เป็นบัว
ต่างประเทศ)ก็ไม่มีปรัชญารองรับ
“บัว” นั้นสำคัญไฉน
ทั้งนี้คงเป็นเพราะไม่สามารถนำมาถวายพระ ไม่สามารถนำ
มาจัดดัดแปลงหรือปักแจกันได้เพราะพอห่างกอก็ห่อเหี่ยว
นอกจากจะห่างต้นห่างกอไม่ได้แล้วสายของบัวสายยังไม่มี
เยื่อข้างในอีกด้วยหากจะเหนียวก็เพียงผิวนอกที่หนาหน่อย
พอตกค่ำพลบกลีบก็หลบห่อเข้าหากันเสียแล้ว บัวสายจึง เท่านั้น หากลอกผิวนอกออกแล้วหักสายไปก็ขาดสิ้นเพราะ
สวยเฉพาะแต่เมื่ออยู่ในน้ำกับต้นกับกอของตัวเองซ้ำยัง ไม่มีใย
ทะยานดอกพ้นน้ำได้ไม่สูงนักเพราะก้านดอกไม่แข็งแรง
พอที่จะเชิดชูดอกงามให้สง่าได้
ผู้หญิงบางคนจึงถูกเปรียบว่าสวยประหนึ่งบัวสาย
เอาไปปักแจกันไม่ได้ ไม่เชิดหน้าชูตาและยังไม่มีเยื่อใยให้
กับชายผู้เคยเกี่ยวก้อย คงเป็นประเภทสาวไฉไลสมัยใหม่
สวยง่ายชมง่ายและลืมก็ง่ายนั่นกระมัง ที่เปรียบเช่นนี้เพราะ
๓๐ | กัลยาณมิตร พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓
ไม่เหมือนบัวก้านหรือบัวหลวงที่ก้านดอกแข็งแรง
เชิดชูดอกให้สง่างามพ้นน้ำได้ไกล ผิวของก้านหรือก็แข็ง
แรงประหนึ่งหนามจะเข้าไปหักไปเด็ดไม่ได้ง่ายๆ ครั้นเมื่อ
นำมาพ้นกอแล้วดอกยังทน สง่างาม ปักแจกันได้ พับกลีบ
ให้ประณีตกว่าเดิมได้ ผูกช่อถวายพระหรือคนที่เป็นผู้
ปูชนียะแทนดวงใจอันเต็มไปด้วยเคารพก็ได้ เมื่อหักก้าน