การเดินทางสู่กรุงกบิลพัสดุ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 2 หน้า 29
หน้าที่ 29 / 116

สรุปเนื้อหา

ความขาวโพลนของหิมะสะท้อนกับแดดยามบ่าย ส่องประกายระยิบวิบวับ ความงามที่ธรรมชาติบรรจงแต่ง เดิมให้เราในยามนี้ ดูงามแปลกตา น่าประทับใจ ความสูง ของเทือกเขานั้น แม้ว่าขณะที่เครื่องบินบินสูงถึงระดับ เพดานบินแล้วก็ตาม เรามองเห็นเทือกเขาอยู่ในระดับ สายตาทีเดียว เทือกเขาสูงที่มีชื่อเสียง ที่เราชี้ชวนให้กันชมอยู่นี้ ยอดเขามีชื่อว่า “มัจฉาปูชาเร" เป็นยอดเขาแหลมเงียบ ลักษณะเหมือนหางปลา จะเป็นด้วยมนุษย์ช่างจินตนาการ หรือเป็นเพราะธรรมชาติช่างเสกสรรก็ยากที่จะเดา อย่างเช่น ภูเขาที่บ้านเรามีชื่อว่า อว่า “นางนอน” มองเห็นภูเขานี้อยู่ไกลๆ ต้องร้องว่า “อือม จริงด้วย" แสดงความเห็นชอบกับคนตั้ง ชื่อ มัจฉาปูชาเรก็เช่นกัน เทือกเขาที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ มี มนต์ขลังสามารถเรียกสตางค์จากกระเป๋าของนักท่องเที่ยว ได้คราวละมาก

หัวข้อประเด็น

- การเดินทางสู่กรุงกบิลพัสดุ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ความขาวโพลนของหิมะสะท้อนกับแดดยามบ่าย ส่องประกายระยิบวิบวับ ความงามที่ธรรมชาติบรรจงแต่ง เดิมให้เราในยามนี้ ดูงามแปลกตา น่าประทับใจ ความสูง ของเทือกเขานั้น แม้ว่าขณะที่เครื่องบินบินสูงถึงระดับ เพดานบินแล้วก็ตาม เรามองเห็นเทือกเขาอยู่ในระดับ สายตาทีเดียว เทือกเขาสูงที่มีชื่อเสียง ที่เราชี้ชวนให้กันชมอยู่นี้ ยอดเขามีชื่อว่า “มัจฉาปูชาเร" เป็นยอดเขาแหลมเงียบ ลักษณะเหมือนหางปลา จะเป็นด้วยมนุษย์ช่างจินตนาการ หรือเป็นเพราะธรรมชาติช่างเสกสรรก็ยากที่จะเดา อย่างเช่น ภูเขาที่บ้านเรามีชื่อว่า อว่า “นางนอน” มองเห็นภูเขานี้อยู่ไกลๆ ต้องร้องว่า “อือม จริงด้วย" แสดงความเห็นชอบกับคนตั้ง ชื่อ มัจฉาปูชาเรก็เช่นกัน เทือกเขาที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ มี มนต์ขลังสามารถเรียกสตางค์จากกระเป๋าของนักท่องเที่ยว ได้คราวละมากๆ ด้วยการเช่าเหมาว่า เครื่องบินเล็ก ร้อน ชมความงามแห่งขุนเขา สนนราคาชั่วโมงละหลายพันบาท เราใช้เวลาบินประมาณ ๔๕ นาที เครื่องบินก็ลง จอดที่สนามบินไปลาวา สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินเล็กๆ อาคารที่พักผู้โดยสารค่อนข้างเก่า ภายในอาคารก็ไม่ค่อย สะอาด มีที่นั่งพักเป็นเบาะล้อมรอบเสากลมอยู่ ๒ ที่มี ม้ายาวอีก ๔ - ๕ ตัวเท่านั้น ไม่มีร้านรวงให้ซื้อหาอะไร คณะที่ออกบินมาก่อนเป็นเที่ยวแรกต้องนั่งรอคณะที่ตามมา อีกประมาณเกือบ ๑ ชั่วโมง ไปไหนก็ไม่ได้ แถมไม่มีอะไรที่ น่าสนใจให้ดูเลย มองออกไปนอกอาคารก็เห็นแต่เปลวแดด ยามบ่ายเต้นระริกอยู่ กวาดสายตากว้างออกไปเห็นแต่ ต้นหญ้าที่เกรียมแดดเป็นทุ่ง ทั้งแล้ง ทั้งร้อน อุณหภูมิคงราวๆ ๓0องศา อากาศยามนี้ผิดกับเมื่อวานที่เราอยู่ใ ยู่ที่เมืองนาคา- ก็อต อย่างกับคนละประเทศ แม้เช้าวันนี้เองขณะที่เราอยู่ที่ เมืองปาตัน อุณหภูมิก็ประมาณ ๑๐ กว่าองศาเท่านั้น ขณะนั่งรออยู่นั้นใครคนหนึ่งในคณะของเราถาม ขึ้นว่า “ห้องน้ำอยู่ไหน?” หลายคนที่ได้ยินคำถามพร้อมใจ กันชี้มือไปทางซ้าย ทั้งที่ไม่มีป้ายใดๆ บอกไว้ คนถามถาม อีกว่า “รู้ได้ไง?” ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร ถ้าใครได้มานั่ง อยู่ท้ายลมอย่างพวกเราไม่ต้องบอกก็รู้ว่าห้อง อยู่ไหน ต่อ จากนั้นเรายังได้ข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า คนที่เดินไปเข้า ห้องน้ำตอนเดินเช้า ทุกคนจะยึดตัวตรง ริมฝีปากเม้มสนิท ๑๐ เดินเร็ว ส่วนตอนเดินออกจากห้องน้ำ พ้นประตูมาได้สัก เมตร ทุกคนจะถอนหายใจอย่างแรง ราวกับโล่งอกที่ผ่าน พ้นภารกิจอันยิ่งใหญ่มาได้ “เอ้อ!” ขอเอ้อด้วยคน เมื่อทุกคนมาถึงสนามบินไปลาวาพร้อมกันแล้ว ไกด์ได้เชิญพวกเราขึ้นรถบัสคันใหญ่ สีขาว ที่จอดคอยอยู่ ๒ ดัน คุณวิไล ไกด์ของเราบอกว่า นี่เป็นรถบัสที่ดีที่สุดใน ประเทศอินเดีย สั่งตรงมาจากเมืองหลวง กรุงนิวเดลสี เพราะชายแดนประเทศเนปาลอย่างนี้จะหารถบัสสภาพดีๆ ได้ยาก และนับจากนี้ต่อไปอีก 4 วัน ทั้ง ๔๘ ชีวิตจะใช้ เวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถบัสคันนี้ เราถามถึงห้องน้ำบนรถ คุณวิไลบอกว่า “ไม่มีค่ะ” พร้อมกับบอกเหตุผลว่าการที่ไม่มี ห้องน้ำบนรถนั้นดีแล้ว เพราะคนที่นี่ใช้เป็นอย่างเดียว ล้าง ไม่เป็น ขึ้นมีห้องน้ำที่ไม่เคยล้างอยู่บนรถปรับอากาศ คงไม่ ยากที่จะเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้น รถบัสทั้ง ๒ คันของเรา มีไกด์ประจำวันที่ ๑ คุณ วิไล เป็นไกด์ และได้รับเกียรติจาก ท่านรองศาตราจารย์ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ เป็นวิทยากร ส่วนรถบัสคันที่ ๒ มี คุณพาณิชย์ และคุณตุ๊ก เป็นไกด์ และได้รับความเมตตาจาก พระมหาเฉลิม วชิรฌาโณ มาเป็นวิทยากรให้ พระอาจารย มหาเฉลิมท่านเป็นพระนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ท่านกำลังจะสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกในอีกไม่กี่วันข้าง หน้านี้เอง การเดินทางจากสนามบินไปลาวาถึงกรุงกบิลพัสดุ ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที ทั้งที่ระยะทางเพียง ๔๐ กิโลเมตรเท่านั้น เหตุที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้เป็นเพราะ ถนนแคบ สภาพถนนไม่ค่อยดี เป็นหลุมเป็นบ่อ ทั้งชาว บ้านร้านตลาดที่นี่ไม่ค่อยกลัวรถกันเลย เวลาขับรถสวน กันท่าทางน่าหวาดเสียว รู้สึกว่าตัวเองห่อไหล่ทุกครั้งที่รถ วิ่งสวนกัน และจะได้ยินเสียงแตรไปตลอดทาง บีบแตรกัน เต็มที่เต็มเสียงไม่มีการเหนียมอาย เพราะท้ายรถบรรทุก เกือบทุกคันเขียนไว้ว่า “1-10) 6356” “ช่วยบีบแตรด้วย จ้า !!” ดังนั้นจึงไม่มีใครว่าใคร ไม่มีใครโกรธกันเรื่องบีบแตร ถ้าเป็นบ้านเราบีบแตรเสียงดังอย่างนี้คงมีหวังได้วางมวย กันบ้างล่ะ ระหว่างเดินทางบนรถบัสคันที่ ๑ ที่ผู้เขียนนั่ง อาจารย์บรรจบ ได้กรุณาเล่าประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ แ&&าณมา บาน พ.ศ. ๒๕ ๒๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More