ข้อความต้นฉบับในหน้า
วรกัป สารมัณฑกัป และก็ภัทรกัป
ในอสุญญกัปนั้น กัปที่ประกอบด้วยสาระคือคุณ
เรียกว่า สารกัป เพราะว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ
ขึ้นเพียงพระองค์เดียว
ส่วนในกัปใด เกิดพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ กัปนั้น
เรียกว่า มัณฑกัป
ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๓ พระองค พระองคแรก
ทรงพยากรณ์พระองค์ที่ ๒ พระองค์ที่ ๒ ทรงพยากรณ์
พระองค์ที่ ๓ ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลภาย
ภาคเบื้องหน้า ในกัปนั้น มนุษย์พร้อมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย
จะเป็นผู้มีใจเบิกบาน สามารถเลือกมโนปณิธานตามที่ตน
ปรารถนาเอาไว้ได้ เพราะฉะนั้น กัปนั้น จึงเรียกว่า วรกัป
ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ กัปนั้นเรียก
ว่า สารมัณฑกัป เพราะเป็นกัปที่ประเสริฐกว่า มีสาระกว่า
กัปก่อนๆ
ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ท่านเรียกว่า
ภัทรกัป ซึ่งเป็นกัปที่หาได้ยากอย่างยิ่ง โดยส่วนมากแล้ว
ในยุคสมัยนั้น หมู่สัตว์จะเป็นผู้มากด้วยกัลยาณสุข มีผู้
สามารถตรัสรู้ธรรมตามได้ง่าย ที่ไปพระนิพพานก็เยอะ ไป
สู่สุคติสวรรค์ก็มากมายนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น กัปนั้นจึง
เรียกว่า ภัทรกัป คือกัปที่เจริญด้วยคุณธรรมความดี ใน
แต่ละกัปนั้น จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นอย่างมากก็เพียง
๕ พระองค์เท่านั้น ไม่มีเกินกว่านั้น
การเสด็จอุบัติขึ้นในโลกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
จึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่ง เพราะคราใดที่พระพุทธองค์
ทรงอุบัติขึ้นในโลกก็ยังธรรมโอสถไปเยียวยาให้มนุษย์หายจาก
ความเห็นผิด ใช้ธรรมรังสีส่องสว่างเข้าไปในกลางใจมหาชน
ให้ตื่นจากความหลับไหล ซึ่งเกิดจากอวิชชาที่ครอบงำดวง
จิตเอาไว้ เหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างให้กับสรรพสัตว์
และสรรพสิ่งทั้งหลายบนผืนโลก ฉะนั้น
พระพุทธเจ้าจึงเป็นบรมคาสดาที่ไม่มีใครเสมอ
เหมือน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า บรรดาทางทั้งหลาย มรรค
มีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด บรรดาสัจจะทั้งหลาย อริยสัจทั้ง ๙
ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรมประเสริฐที่สุด
และบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ทรงมีปัญญาจักษุ ประเสริฐที่สุด
ในชุมนุมชนที่ยังรังเกียจกันด้วยโคตร กษัตริย์เป็น
ผู้ประเสริฐที่สุด ในเทวดาและมนุษย์ (พระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุด
พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงในกลางวัน พระจันทร์ส่องสว่างใน
เวลากลางคืน กษัตริย์ผู้ผูกสอดเครื่องรบย่อมมีสง่างาม
พราหมณ์ผู้เพ่งฌาน ย่อมรุ่งเรือง ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยเดชานุภาพตลอดวันและคืนทั้งหมด
เพราะฉะนั้น วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๓ ของทุกๆ ชิ เหล่าพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ต่างได้
ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่พระองค์ได้วางรากฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมี
ระบบ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยาวนานมากว่า
๒๕๕๐ปีแล้ว โลกได้รับสันติสุขตามลำดับด้วยอำนาจ
พุทธธรรม ดังนั้น ทุกท่านจึงถือเอาวันนี้เป็นวันพิเศษ ด้วย
การทาโอกาสมาประชุมกัน เพื่อสั่งสมคุณงามความดีให้ยิ่งๆ
ขึ้นไป อีกทั้งเป็นการมาตรกระลึกถึงวันมหาสมาคมโดยมิได้
นัดหมาย ของเหล่าพระอรหันตสาวก ผู้หมดจดจากอาสวะ
กิเลสทั้งหลายทั้งปวงแล้ว
การที่เราทั้งหลายเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสในรัตนะลันเลิศ
คือเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ผู้เลิศ
จะบังเกิด ณ สถานที่ใด ย่อมเข้าถึงฐานะลันเลิศ ดังที่
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
“ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
ชนเหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว จักยัง
กายเทพให้บริบูรณ์
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระธรรมเป็นสรณะชน
เหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว จักยังกาย
เทพให้บริบูรณ์
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะชน
เหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว จักยังกาย
เทพให้บริบูรณ์”