การอุบัติของพระพุทธเจ้า วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 2 หน้า 43
หน้าที่ 43 / 116

สรุปเนื้อหา

วรกัป สารมัณฑกัป และก็ภัทรกัป ในอสุญญกัปนั้น กัปที่ประกอบด้วยสาระคือคุณ เรียกว่า สารกัป เพราะว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ ขึ้นเพียงพระองค์เดียว ส่วนในกัปใด เกิดพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ กัปนั้น เรียกว่า มัณฑกัป ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๓ พระองค พระองคแรก ทรงพยากรณ์พระองค์ที่ ๒ พระองค์ที่ ๒ ทรงพยากรณ์ พระองค์ที่ ๓ ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลภาย ภาคเบื้องหน้า ในกัปนั้น มนุษย์พร้อมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย จะเป็นผู้มีใจเบิกบาน สามารถเลือกมโนปณิธานตามที่ตน ปรารถนาเอาไว้ได้ เพราะฉะนั้น กัปนั้น จึงเรียกว่า วรกัป ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ กัปนั้นเรียก ว่า สารมัณฑกัป เพราะเป็นกัปที่ประเสริฐกว่า มีสาระกว่า กัปก่อนๆ ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ท่านเรียกว่า ภัทรกัป ซึ่งเป็นกัปที่หาได้

หัวข้อประเด็น

- การอุบัติของพระพุทธเจ้า

ข้อความต้นฉบับในหน้า

วรกัป สารมัณฑกัป และก็ภัทรกัป ในอสุญญกัปนั้น กัปที่ประกอบด้วยสาระคือคุณ เรียกว่า สารกัป เพราะว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ ขึ้นเพียงพระองค์เดียว ส่วนในกัปใด เกิดพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ กัปนั้น เรียกว่า มัณฑกัป ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๓ พระองค พระองคแรก ทรงพยากรณ์พระองค์ที่ ๒ พระองค์ที่ ๒ ทรงพยากรณ์ พระองค์ที่ ๓ ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลภาย ภาคเบื้องหน้า ในกัปนั้น มนุษย์พร้อมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย จะเป็นผู้มีใจเบิกบาน สามารถเลือกมโนปณิธานตามที่ตน ปรารถนาเอาไว้ได้ เพราะฉะนั้น กัปนั้น จึงเรียกว่า วรกัป ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ กัปนั้นเรียก ว่า สารมัณฑกัป เพราะเป็นกัปที่ประเสริฐกว่า มีสาระกว่า กัปก่อนๆ ในกัปที่เกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ท่านเรียกว่า ภัทรกัป ซึ่งเป็นกัปที่หาได้ยากอย่างยิ่ง โดยส่วนมากแล้ว ในยุคสมัยนั้น หมู่สัตว์จะเป็นผู้มากด้วยกัลยาณสุข มีผู้ สามารถตรัสรู้ธรรมตามได้ง่าย ที่ไปพระนิพพานก็เยอะ ไป สู่สุคติสวรรค์ก็มากมายนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น กัปนั้นจึง เรียกว่า ภัทรกัป คือกัปที่เจริญด้วยคุณธรรมความดี ใน แต่ละกัปนั้น จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นอย่างมากก็เพียง ๕ พระองค์เท่านั้น ไม่มีเกินกว่านั้น การเสด็จอุบัติขึ้นในโลกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่ง เพราะคราใดที่พระพุทธองค์ ทรงอุบัติขึ้นในโลกก็ยังธรรมโอสถไปเยียวยาให้มนุษย์หายจาก ความเห็นผิด ใช้ธรรมรังสีส่องสว่างเข้าไปในกลางใจมหาชน ให้ตื่นจากความหลับไหล ซึ่งเกิดจากอวิชชาที่ครอบงำดวง จิตเอาไว้ เหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างให้กับสรรพสัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลายบนผืนโลก ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นบรมคาสดาที่ไม่มีใครเสมอ เหมือน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า บรรดาทางทั้งหลาย มรรค มีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด บรรดาสัจจะทั้งหลาย อริยสัจทั้ง ๙ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรมประเสริฐที่สุด และบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีปัญญาจักษุ ประเสริฐที่สุด ในชุมนุมชนที่ยังรังเกียจกันด้วยโคตร กษัตริย์เป็น ผู้ประเสริฐที่สุด ในเทวดาและมนุษย์ (พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุด พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงในกลางวัน พระจันทร์ส่องสว่างใน เวลากลางคืน กษัตริย์ผู้ผูกสอดเครื่องรบย่อมมีสง่างาม พราหมณ์ผู้เพ่งฌาน ย่อมรุ่งเรือง ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยเดชานุภาพตลอดวันและคืนทั้งหมด เพราะฉะนั้น วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกๆ ชิ เหล่าพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ต่างได้ ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้วางรากฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมี ระบบ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยาวนานมากว่า ๒๕๕๐ปีแล้ว โลกได้รับสันติสุขตามลำดับด้วยอำนาจ พุทธธรรม ดังนั้น ทุกท่านจึงถือเอาวันนี้เป็นวันพิเศษ ด้วย การทาโอกาสมาประชุมกัน เพื่อสั่งสมคุณงามความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อีกทั้งเป็นการมาตรกระลึกถึงวันมหาสมาคมโดยมิได้ นัดหมาย ของเหล่าพระอรหันตสาวก ผู้หมดจดจากอาสวะ กิเลสทั้งหลายทั้งปวงแล้ว การที่เราทั้งหลายเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสในรัตนะลันเลิศ คือเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ผู้เลิศ จะบังเกิด ณ สถานที่ใด ย่อมเข้าถึงฐานะลันเลิศ ดังที่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว จักยัง กายเทพให้บริบูรณ์ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระธรรมเป็นสรณะชน เหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว จักยังกาย เทพให้บริบูรณ์ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะชน เหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว จักยังกาย เทพให้บริบูรณ์”
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More