ข้อความต้นฉบับในหน้า
สพฺพปาปสฺส อกรณ์
สจิตฺตปริโยทปน
กุสลสฺสูปสมฺปทา
เอต์ พุทธาน สาสน์
ขนฺตี ปรม ตโป ดีตึกขา
นิพพาน” ปรม์ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโด ปรูปฆาดี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหชียนโต
ความไม่ทำบาปทั้งสิ้น ความยังกุศลให้ถึงพร้อม
ความท่า จิตของตนให้ผ่องใส นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
ทงหลาย
ความอดทนคือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง ท่านผู้รู้
ทั้งหลายย่อมกล่าวพระนิพพานว่าเป็นเยี่ยม ผู้ทำร้ายผู้อื่น
ไม่ชื่อว่าบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
อนูปวาโท อนูปฆาโต
ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มฤตณณิตา จ ภตฺตสฺม
อธิจิตฺเต จ อาโยโค
ปนฺตญฺจ สยนาสน์
เอต์ พุทธาน สาสน์
เมื่อกล่าวถึงวันมาฆปุณณมี วันมหาสมาคมของ
เหล่าพระอรหันต์ ผู้อุดมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นองค์ประธานนั้น หลายๆ ท่าน
อาจจะคิดว่า พระพุทธเจ้าที่เสด็จอุบัติขึ้นในโลกมีเพียง
พระองค์เดียว อันที่จริงแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติ
ขึ้นมาในโลกนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน บางพระองค์ก็ทรง
มีพระชนม์มายุยืนนานถึง ๔๐,๐๐๐ ปี เสด็จอุบัติแต่ละครั้ง
ก็มีเหล่าเวไนยสัตว์ตรัสรู้ธรรมตามมากมายนับไม่ถ้วน
การประชุมสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์
จะไม่เท่ากัน พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ทรงมีสาวกสันนิบาต ๓
ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการประชุมสาวกแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ เถ้า
หมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดหมื่นโกฏิ
๓
การประชุมสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรมี ๓
ครั้ง พระองค์มีพระชนมายุแสนปี สูง ๘๐ ศอก ครั้งแรก
ประชุมเทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีเหล่าอรหันด
ลาวกมาประชุมกันร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีพระอรหันต์ประชุม
กันเถ้าหมื่นโกฏิ
พระศาสดาพระนามว่า สุมนะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
พระองค์ก็มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง ในการประชุมครั้งแรก
มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ มี
ภิกษุแปดหมื่นโกฏิ
ความไม่กล่าวร้าย ๑ ความไม่ทำร้าย ๑
ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้ประมาณใน
ภัตตาหาร ๑ ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ ความประกอบโดย
เอื้อเฟื้อในอธิจิต ๑ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า มังคละ ได้มีการ
ประชุมสาวก ๓ ครั้ง ในการประชุมครั้งแรกมีภิกษุแสนโกฏิ
ครั้งที่ ๒ แสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ เก้าสิบโกฏิ
สุมังคลพุทธเจ้า ผู้มีรัศมีกลบหมิ่นโลกธาตุ
สำหรับพระมังคละพุทธเจ้านี้ พระองค์ทรงมีพระ
รัศมีจากพระสรีระ ได้แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุตั้งอยู่อย่าง
นั้นตลอดเวลาทีเดียว ต้นไม้ แผ่นดิน ภูเขา และทะเล เป็นต้น
ได้เป็นเหมือนเอาแผ่นทองคำหุ้มไว้ พระองค์ทรงมีพระ
ชนมายุเก้าหมื่นปี ตลอดเวลาที่ทรงพระชนม์อยู่นั้น ดวง
อาทิตย์ดวงจันทร์ ดวงดาวถูกอานุภาพของพุทธรัศมีกลบ
จนหมดสิ้น ไม่ต้องมีการกำหนดกลางคืนและกลางวันกัน
เลยทีเดียว เหล่าสรรพสัตว์ทำมาหากินหรือท่องเที่ยวไปทั้ง
กลางวันกลางคืน ด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้าอย่างเดียว
ชาวโลกกำหนดขั้นตอนของกลางคืนและกลางวัน ด้วยการ
สังเกตดอกไม้ที่บาน หรือนกออกหากิน ถ้าเห็นนกบินกลับ
เข้าสู่รัง หรือดอกไม้หุบ ก็เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเวลาเย็นแล้ว
ถึงเวลาที่จะต้องพักผ่อน
พระรัศมีจากพระสรีระของพระมังคลพุทธเจ้า ได้
แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอ่านาจบุญบารมีที่
พระองค์ทรงสั่งสมเอาไว้อย่างดีแล้ว เพราะในสมัยหนึ่ง
- กุมภาพันธ์ พ.ศ.
๓๙