พระมังคลพุทธเจ้า วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 2 หน้า 42
หน้าที่ 42 / 116

สรุปเนื้อหา

พระมังคลพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในอัตภาพเหมือนกับพระ เวสสันดร พร้อมทั้งบุตรและภรรยา สมัยนั้น มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่อว่า ขรทาฐิกะ ได้ทราบว่าพระมหาบุรุษมีอัธยาศัยในการ ให้ทาน จึงแปลงเป็นพราหมณ์เข้าไปขอทารกทั้งสองของ พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ตรัสว่า “พราหมณ์เอย ท่านได้ มาเสริมมหาทานบารมีให้กับเราแล้ว บุตรน้อยทั้งสองนี้ใช่ ว่าจะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่ แต่การได้ตรัสรู้อนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณนั้นเป็นที่รักของเรายิ่งกว่า” เมื่อมอบทารก ทั้งสองให้พราหมณ์แล้ว ก็ร่าเริงบันเทิงใจ ไม่คิดเสียดายเลย พอยักษ์คว้าเอาลูกทั้งสองของพระโพธิสัตว์ไปแล้ว ก็หักคอแล้วเคี้ยวกินทารกทั้งสองต่อหน้าต่อตา ขณะที่ท่าน มองดูยักษ์กำลังเคี้ยวกินลูก ได้เห็นปากของยักษ์กำลังหลั่ง สายเลือดออกมาประดุจเปลวไฟ ความโทมนัส แม้เท่าปลายผมไม่ได้เกิดข

หัวข้อประเด็น

- พระมังคลพุทธเจ้า

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พระมังคลพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในอัตภาพเหมือนกับพระ เวสสันดร พร้อมทั้งบุตรและภรรยา สมัยนั้น มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่อว่า ขรทาฐิกะ ได้ทราบว่าพระมหาบุรุษมีอัธยาศัยในการ ให้ทาน จึงแปลงเป็นพราหมณ์เข้าไปขอทารกทั้งสองของ พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ตรัสว่า “พราหมณ์เอย ท่านได้ มาเสริมมหาทานบารมีให้กับเราแล้ว บุตรน้อยทั้งสองนี้ใช่ ว่าจะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่ แต่การได้ตรัสรู้อนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณนั้นเป็นที่รักของเรายิ่งกว่า” เมื่อมอบทารก ทั้งสองให้พราหมณ์แล้ว ก็ร่าเริงบันเทิงใจ ไม่คิดเสียดายเลย พอยักษ์คว้าเอาลูกทั้งสองของพระโพธิสัตว์ไปแล้ว ก็หักคอแล้วเคี้ยวกินทารกทั้งสองต่อหน้าต่อตา ขณะที่ท่าน มองดูยักษ์กำลังเคี้ยวกินลูก ได้เห็นปากของยักษ์กำลังหลั่ง สายเลือดออกมาประดุจเปลวไฟ ความโทมนัส แม้เท่าปลายผมไม่ได้เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์เลย แต่ท่านกลับคิดว่า เราได้ทำทานเอาไว้ดีแล้วหนอ ทำให้เกิดความปีติและโสมนัสตลอดเวลา แล้วก็ อธิษฐานว่า ด้วยผลแห่งทานของเรานี้ ใน อนาคตกาล ขอให้รัศมีจงฉายออกจากสรีระ สว่างไสว น่าความเย็นกายเย็นใจมาให้แก่สรรพ สัตว์ทั้งหลายเถิด ด้วยแรงปรารถนาในครั้งนั้น รัศมีจึงฉายออกจากพระสรีระของพระองค์ตอน เป็นพระพุทธเจ้าสว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากนี้ ในสมัยที่พระองค์กำลัง สร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เห็นพระเจดีย์ ของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง จึงคิดอยากถวายชีวิตเป็น พุทธบูชา ด้วยการเอาผ้าซับน้ำมันมาพันสรีระร่างกายของ ตัวเอง เหมือนพันด้ามประทีป เอาเนยใสใส่เต็มถาดทองคำ มีค่าหนึ่งแสน สูงประมาณศอก จุดไส้พันได้ในถาดทองนั้น จากนั้นก็เอาถาดทองทูนศีรษะ แล้วให้จุดไฟทั่วตัว เดิน เวียนประทักษิณพระเจดีย์มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ตลอด ทั้งคืนจนอรุณขึ้น ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ผู้มี อานุภาพอันไม่มีประมาณนั้น ไฟซึ่งลุกท่วมตัวของท่านนั้น ไม่สามารถระคายเคืองขุมขนของท่านได้เลยแม้เพียงนิดเดียว ใจท่านเย็นชุ่มฉ่ำ มีปีติทุกอนุวินาที ซึ่งนับเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ยิ่งนัก ด้วยผลแห่งกรรมแม้นี้ แสงสว่างจากสรีระ ของพระองค์จึงได้แผ่ไปตั้งอยู่ตลอดหมื่นโลกธาตุ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือยอดนักสร้างบารมี การสร้างบารมีคือหน้าที่หลักของมวลมนุษยชาติ มี เป้าหมายก็เพื่อขจัดอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไปจากใจ แล้วไปสู่ฝั่งแห่งอมตมหานิพพานอันเป็นเอกันตบรมสุข พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือยอดนักสร้างบารมีที่ดีที่สุด เพราะพระองค์ทรงบรรลุถึงจุดหมายปลายทางก่อนใคร ทั้งปวง แล้วยังประกอบด้วยมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้แนะน่าเหล่าเวไนยสัตว์ให้รับรสพระธรรม ให้ตรัสรู้ธรรม ตามนับไม่ถ้วน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นบุคคลสำคัญที่สุด เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและจักรวาล ที่มวลมนุษยชาติควร รำลึกนึกถึงวีรกรรมแห่งการสร้างบารมีที่ยิ่งใหญ่และ มหากรุณาที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องสั่งสมบุญบารมีชนิดเอาชีวิตเป็น เดิมพันกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น บางยุคบางสมัยเราจะ เห็นว่า ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเลย ท่านเรียกว่า สุญญกัป คือกัปที่ว่างเปล่าจากเนื้อนาบุญ ว่างเปล่าจากผู้มีคุณธรรม ความดี มนุษย์เป็นอยู่กันอย่างไร้คุณธรรม ท่านเรียกอีก อย่างหนึ่งว่าเป็นยุคมืด ลสุญญกัป ๕ ยุค แต่ถ้าหากยุคสมัยไหนมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระ ปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิมาอุบดี ท่านก็เรียกว่า อสุญญกัป ซึ่งมีอยู่ ๔ ประการด้วยกันคือ สารกัป มัณฑกัป
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More