ข้อความต้นฉบับในหน้า
นั่งรถบัสคันเดิมออกจากวัดไทยกุสินารา เดินทางไปไม่ไกลนัก
ถ้าไม่เห็นผู้คนที่แต่งกายแตกต่างไปจากพวกเราจะมีความรู้สึก
คล้ายๆ นั่งรถวนไปวนมาแถวอยุธยายังไงยังงั้นเลย
เมื่อมาถึงสถานที่ปรินิพพาน พวกเราลงจากรถ
จะมีเด็กๆ มาห้อมล้อม ต้อนหน้าต้อนหลัง พูดอะไรสักอย่าง
กับเรา เสียงรัวๆ เร็วๆ อย่างกับกลัวใครจะแย่งพูด บางคน
ก็จะเอาดอกบัวสัตตบงกชที่เก็บมาเป็นกำมาขายให้ บางคน
ก็เอาลูกไม้อะไรสักอย่างสีดำๆ มายื่นให้ มารู้ทีหลังว่า นั่นคือ
ลูกสาละ เขาเก็บจากต้นสาละในบริเวณนั้นเอง มาขายให้เรา
เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกว่าพระพุทธองค์ปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่
ซึ่งเคยแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาอยู่ในบริเวณนั้น
บรรยากาศตอนนั้นดูชุลมุนชุลเกมาก เพราะต้อง
คอยบอกปฏิเสธเด็กเหล่านั้นว่า ผอ! ผอ! ไม่เอา บอกว่า
ไม่เอ้า!! หางเสียงใครบางคนเริ่มเข้มขึ้น มีเสียงสัพยอก
ว่าให้คิดเสียว่า เราเป็นเจ้าหญิงแขกกลับชาติมาเกิด
ก็แล้วกัน เจ้าหญิงก็ต้องมีบริวารมากอย่างนี้แหละ
เป็นธรรมดา
ก่อนจะได้เข้าไปกราบสักการะพระพุทธรูป
ปางไสยาสน์ ในพระวิหาร อาจารย์บรรจบและ
พระอาจารย์เฉลิมได้เล่าพุทธประวัติเพิ่มเติมอีก
เล็กน้อย พวกเราล้อมวงใต้ต้นสาละใหญ่ โดยท่าน
วิทยากรทั้งสองยืนบนแท่นปูน บรรยายเรื่องราว
ในอดีตให้พวกเราฟังผ่านเครื่องขยายเสียงอันเล็ก
บรรยากาศที่นั้นร่มรื่น มองเห็นพระสถูป
ที่ปรินิพพานและพระวิหารอยู่ใกล้ๆ กัน พระสถูป
เป็นรูปคล้ายระฆังคว่ำ ส่วนพระวิหารที่ประดิษฐาน
พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาอยู่ที่หมู่บ้านเวฬุคาม เมืองเวสาลี
เป็นเวลานานถึง 4 เดือน แม้ออกพรรษาแล้วก็ยังไม่ได้
เสด็จไปที่ไหน จนกระทั้งฤดูหนาวผ่านไป จึงเสด็จออกจาก
เมืองเวสาลีมุ่งหน้าสู่บ้านภัณฑคามแล้วก็ต่อไปสู่บ้านหัตถิตาม
บ้านอัมพคาม บ้านข้มพุคาม และโภคนคร ตามลำดับ ซึ่ง
เป็นดินแดนของเจ้ามัลลกษัตริย์
พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่โภคนครนานจน
เกือบครบ ๓ เดือน อันเป็นวาระสุดท้าย นับตั้งแต่พระองค์
ทรงปลงอายุสังขารที่ ปาวาลเจดีย์ ทรงปลงอายุสังขารว่าอีก
๓ เดือน พระองค์จะปรินิพพาน มาถึงช่วงนี้ก็เหลือเวลาอีก
ไม่มากแล้ว จากนั้นทรงพระดำเนินต่อไปจนถึงเมืองปาวา
ประทับพักผ่อนที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ ในวันรุ่งขึ้น
นายจุนทะได้จัดภัตตาหารพิเศษมาถวายพระองค์ คือ
เด็กน้อยชาวอินเดีย
พระพุทธรูปปางไสยาสน์มีความสูงเพียงครึ่งหนึ่งของ
พระสถูปหลังคาเป็นทรงกลม รอบบริเวณมีต้นไม้ใหญ่น้อย
ให้ความร่มรื่นแก่ผู้ไปเยือน ลูกหลานของต้นสาละคู่
พระองค์ทรงประทับในวันที่ปรินิพพานนั้น คงยังยืนต้นเป็น
สักขีพยานอยู่ในบริเวณนี้เป็นแน่
ที่มาข้อมูล
ในพรรษาที่ ๔๕ พรรษาสุดท้ายก่อนการปรินิพพาน
สูกรมัทวะ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปว่าเป็นอาหารที่ทำมา
จากอะไร มีความเห็นแตกต่างกันไปหลายอย่าง
เช่นว่า เป็นดับอ่อนของสุกร หน่อไม้ หรือจะเป็น
เห็ดชนิดหนึ่ง แต่มีข้อสรุปตรงกันว่า ไม่ว่าจะเป็น
อาหารอะไร อาหารชนิดนี้ก็ย่อยยากจนอาจ
ทำให้ท้องเสีย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้น่า
อาหารที่นายจุนทะน่า มาถวายเฉพาะ
พระองค์ผู้เดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือโปรดให้
ขุดหลุมฝังเสีย แต่เดิมที่พระองค์ทรง
ประชวรอยู่แล้ว ด้วยการขับถ่ายเป็นเลือด
ด้วยเหตุนี้ยิ่งทำให้อาพาธหนักขึ้น
พระองค์ทรงข่มไว้แล้วเสด็จดำเนินต่อไป
จนถึงเมืองกุสินารา
พบกันใหม่ฉบับหน้ากับ
กุสินารา... สวัสดีค่ะ
- ร.ศ. ดร. บรรจบ บรรณรุจิ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- พระสูตรและอรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสุทัสสนสูตร
- หนังสือ พุทธประวัติจากสังเวชนียสถาน โดย นายไพโรจน์ (ลออ) ตุ้มไพโรจน์
หนังสือ พระพุทธกิจ ๙๕ พรรษา โดย สุรีย์ - วิเชียร มีผลกิจ
แต
รอยบาทสุดท้ายที่
ทาหน้า เมษายน พ.ศ. 10๕๔ ๒๕