ข้อความต้นฉบับในหน้า
เจริญงอกงาม ในสังคมคริสเคียนเอง ภาพของพระเจ้าลูกวาด
ในรูปลักษณ์ที่จำลองจากชาย และทุกคนที่เป็นศาสนิกก็เห็น
ว่านี่คือสิ่งที่ "ต้องเป็น” เพราะสิ่งสูงสุดของพวกเขาจะเป็น
หญิงใต้อย่างไรกัน
ความรู้สึกว่าพวกตนถูก "กดขี่” ทำให้เกิดขบวนการ
เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีขึ้น ซึ่งนับวันจะเกลื่อนกล่นด้วย
แนวร่วมทั้งจากสตรีด้วยกันเองและจากชายที่ร่วมทัศนะ
เดียวกัน ขบวนการนี้ไม่ใช่แต่พยายามให้เห็น “ความกดขี่”
ที่ดำรงอยู่เท่านั้น แต่ยังพยายามจะเปลี่ยนระบบดังกล่าว
เสียด้วย คนเหล่านี้พยายามตัดสายกระแสความคิดที่ถูกฝัง
อยู่ในวัฒนธรรมกระแสหลักของสังคมมาแต่ครั้งโบราณกาล
เพื่อเปลี่ยนมันไปสู่รูปแบบของชีวิตใหม่ที่ตนเห็นว่ามีความเป็น
“มนุษย์” มากกว่านี้
พวกสตรีนิยมเหล่านี้อธิบายความต่ำต้อยของ
พวกตนว่ามัน "ฝัง” อยู่ในสถาบันหลักทุกสถาบันนับตั้งแต่
เกิดจนตาย สังคมสร้างกรอบขึ้นมาเพื่อให้สตรีมีประสบการณ์
แตกต่างจากชายแทบทุกสถาน และประสบการณ์เหล่านั้น
กลายเป็นสิ่งที่ได้รู้เห็นปฏิบัตกันมาจนจำเจจนเป็นที่ยอมรับ
กันทั้งสังคมว่า เมื่อเกิดเป็นหญิงแล้วก็ต้องเป็นเช่นนี้
ส่วนประกอบทางชีวภาพของหญิงที่ต่างจากชาย
ทำให้ประสบการณ์ในชีวิตของเธอไม่มีทางจะเหมือนชายไปได้
สตรีต้องเป็นผู้ให้กำเนิดบุตร ต้องวางตนอยู่ในกรอบทางเพศ
ที่ขนบธรรมเนียมระบุชี้ชัด ประเด็นไม่ใช่เรื่องร่างกายที่เป็น
กรรมลิขิต แต่เป็นเรื่องกายวิภาคที่ส่งผลต่อประสบการณ์
ของชีวิตให้ต่างจากชาย
หญิงและชายยังมีประสบการณ์ที่ต่างกันอันเป็นผล
จากการตั้งสมค่านิยมทางเพศ อันได้แก่ กระบวนการที่
เด็กหญิงรู้ว่าตนต่างจากเด็กชายและเรียนรู้สิ่งที่สังคมเห็น
ว่าเหมาะว่าควรกับเพศของตน การที่สังคมคาดหวังจากหญิง
ต่างไปจากชายทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติตามความ
แตกต่างของเพศ ซึ่งทำให้ชีวิตของหญิงต่างจากชายเพราะ
สังคมคาดหวังเช่นนั้น บุคคลที่มีบทบาทในกระบวนการ
ตั้งสมทางสังคม (500เยแะ8i0n)เหล่านี้ ได้แก่บิดามารดาซึ่ง
ปฏิบัติกับบุตรหญิงและชายแตกต่างกัน เช่นจี้ไชกับ
บุตรสาวมากกว่าบุตรชาย หรือยอมให้บุตรสาวแสดงออก
Letty Cottin Pog&&/n, &# Up Free: #3151#
ทางอารมณ์ใต้มากกว่าบุตรชายทาสีห้องบุตรชายหญิงคนละสี
ให้ของเล่นต่างกัน และให้หน้าที่ในบ้านต่างกัน สื่อมวลชนก็
มีส่วนในการกำหนดบทบาทของหญิงและชาย เช่นเดียวกับ
สถาบันทางการศึกษา สังคม หรือศาสนา ที่ช่วยกันหล่อหลอม
ค่านิยมว่า "สตรีในอุดมคติ และชายในอุดมคติ" ควรจะเป็น
อย่างไร ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่านับตั้งแต่วัยเด็กมาแล้วที่หญิง
และชายได้รับการปฏิบัติด้วยระบบที่ต่างกันและมี
ประสบการณ์เกี่ยวกับโลกแตกต่างกัน
5
ในสังคมไทย ศาสนาพุทธกำหนดบทบาทให้หญิงเป็น
เพียง “โยมอุปัฏฐาก” ที่อยู่ได้ตามขอบชายวัด การที่หญิง
จะเดินเข้าไปลึกกว่านั้นถือกันว่าเป็นอันตราย เสี่ยงต่อกรรม
อันหนักทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ข้อกำหนดทางคาสนา
เช่นนี้เป็นที่ยอมรับกันทั้งหญิงและชายที่มีความเข้าใจใน
พุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ว่าข้อจำกัดเช่นนี้มิใช่ประเด็นที่จะ
ต้องมาต่อล้อต่อเถียงเพื่อความเสมอภาคทางโลก เพราะ
เหตุว่าศาลนานั้นเป็นเรื่องลึกซึ้งเกินกว่ากิเลสของมนุษย์ที่
เรียกร้องความเสมอภาค ซึ่งเป็นทัศนะตะวันตกในสังคม
คริสเตียนที่ไม่มีความลึกซึ้งพอที่จะอธิบายเหตุผลของ
ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายในเชิงข้ามภพข้ามชาติดังที่
พุทธศาสนาได้อธิบายไว้
ดังนั้น กลุ่มสตรีนิยมในประเทศตะวันตกโดยทั่วไป
จึงเห็นพ้องต้องกันว่า สังคมไม่เคยให้โอกาสแก่หญิง
เท่าเทียมชาย และโลกนี้ถูกมองตลอดมาจากสายตาของชาย
ที่ใช้ประสบการณ์ของตนที่แตกต่างจากหญิงในการมองโลก
มุมมองของสตรีไม่มีอยู่ในวัฒนธรรมหลัก หรือกล่าวอีกนัย
หนึ่ง รูปแบบทางวัฒนธรรมและการแสดงออกทางสังคม
ยากที่จะสะท้อนประสบการณ์ของสตรี มุมมองของสตรี
หรือการดีความของสตรี
ทั้งนี้เพราะในสังคมบิดาเป็นใหญ่ ขายคือผู้ที่มี
โอกาสสร้างวัฒนธรรม ซึ่งแน่นอนว่าผู้สร้างวัฒนธรรมย่อม
กระทำตามมุมมองของตน และถือตนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น
วัฒนธรรมหลักในแต่ละสังคมจึงถูกสร้างจากมุมมองของ
ชายและละเลยคุณค่าหรือเสียงจากฝ่ายหญิง ดังเช่นนัก
สิทธิสตรีชื่อ ธ0n13^0เก800 กล่าวที่โบสถ์เซ็นต์ แพทริค
ในนิวยอร์ก ด้วยความเจ็บช้ำและขมขื่นว่า “สตรีนั้นได้
Your 671174 ช!& 80\ New 70^ : 8601^11,1980
กฏษาณ ล : เมษายน พ.ศ. ๒*!!*