พระพุทธรูปบามิยัน วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 4 หน้า 48
หน้าที่ 48 / 108

สรุปเนื้อหา

พระะทุทส5ปในสฟกานิส แๆน ใส่เดือยหรือสลักค้ำไว้ ต่อกันเป็นแนวยาว แสดงรอยจีบผ้า ทุบของช่างบัดกรีดังแว่วๆ มาจากถนนในตลาดใหญ่ของ กำลังตะโกนลากเกวียนเทียมวัวให้เดินนวดข้าวเป็นวงกลม รอยเดิม มีเชือกตรึงจากเดือยอันหนึ่งไปหาเดือยอันต่อๆ ไป เมืองบามิยัน ไกลออกไปในท้องนาสีเขียว เราจะเห็นชาวนา แล้วทาปูนนาบไว้ เรายังเห็นแนวเชือก ง อยู่ในที่เดิม ของมันทุกวันนี้ การจีบผ้าจีวรหินด้วยวิธีนี้ ทำให้ดู ชีวิตในทุบเขาดำเนินไปเหมือนเมื่อพันปีที่แล้ว เหมือนลันเขาที่ซ้อนกันหลายขั้นตามลักษณะภูมิประเทศ จัดแนวขนาน ไล่ไปตั้งแต่อังสะหรือไหล่ข้างซ้าย และแยก านนี้ตรงไปยังกลางพระอุระ วกกลับขึ้นบน แล้วหมุนลงอังสะหรือ ไหล่ข้างขวาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ จะกระจายลงไปทั่วทั้งพระวรกาย ตามแนวขนาน พระพุทธรูป องค์ที่สร้างก่อนสูง เ

หัวข้อประเด็น

- พระพุทธรูปบามิยัน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พระะทุทส5ปในสฟกานิส แๆน ใส่เดือยหรือสลักค้ำไว้ ต่อกันเป็นแนวยาว แสดงรอยจีบผ้า ทุบของช่างบัดกรีดังแว่วๆ มาจากถนนในตลาดใหญ่ของ กำลังตะโกนลากเกวียนเทียมวัวให้เดินนวดข้าวเป็นวงกลม รอยเดิม มีเชือกตรึงจากเดือยอันหนึ่งไปหาเดือยอันต่อๆ ไป เมืองบามิยัน ไกลออกไปในท้องนาสีเขียว เราจะเห็นชาวนา แล้วทาปูนนาบไว้ เรายังเห็นแนวเชือก ง อยู่ในที่เดิม ของมันทุกวันนี้ การจีบผ้าจีวรหินด้วยวิธีนี้ ทำให้ดู ชีวิตในทุบเขาดำเนินไปเหมือนเมื่อพันปีที่แล้ว เหมือนลันเขาที่ซ้อนกันหลายขั้นตามลักษณะภูมิประเทศ จัดแนวขนาน ไล่ไปตั้งแต่อังสะหรือไหล่ข้างซ้าย และแยก านนี้ตรงไปยังกลางพระอุระ วกกลับขึ้นบน แล้วหมุนลงอังสะหรือ ไหล่ข้างขวาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ จะกระจายลงไปทั่วทั้งพระวรกาย ตามแนวขนาน พระพุทธรูป องค์ที่สร้างก่อนสูง เมตร ราว พ.ศ. ๕๐๐ กว่าๆ ชาวพุทธขนานนามพระองค์ ว่า “ชมนะ” ในเวลานั้น ศิลปะการแกะสลักหินยังไม่ ก้าวหน้า อีก ๒๐๐ ปีต่อมา ราว พ.ศ. ๒๐๐ ศิลปะการ แกะสลักพระพุทธรูปหิน พัฒนาดีขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงมี การแกะสลักพระพุทธรูปยืน องค์ใหม่ขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง พระนามว่า “สาลสาล” สูง ๑๒๐ ฟุต หรือ ๓๘ ๑๗๕ ฟุต หรือ ๕๓ เมตร เป็นองค์ใหญ่ที่สุดในโลก นับ เป็นปฏิมากรรมชิ้นเอกที่สวยงามที่สุด แล้วยังแกะสลัก พระพุทธรูปองค์เล็กกว่าอีกสององค์อยู่ในท่านั่งสมาธิ แต่ละองค์ห่างกัน ๑๐ เมตร อยู่ระหว่างสององค์ใหญ่ รอบๆ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ทั้งสององค์นี้ มีถ้ำใหญ่น้อยมากมาย นับร้อยๆ ถ้ำ เป็นที่ปฏิปัดธรรมและที่จำพรรษาของ พระภิกษุสงฆ์และอาจจะเป็นที่พักแขกรับเชิญด้วยก็ได้ เมื่อเราเดินเข้าไปในช่องภายในพระพุทธรูป เริ่ม ตั้งแต่ฝ่าพระบาทขึ้นไป เราจะพบช่องทางให้เดินไปจนถึง พระเศียร ระหว่างทางมีภาพเฟรสโค คือ ภาพวาดสีน้ำ บนฝาผนังในขณะที่ฝาผนังยังเปียกอยู่ เป็นภาพเทวดานั่ง สมาธิ อย่างสงบสุขเรียงราย แล้วยังมีภาพนางฟ้อนรำอยู่ ในเวิ้งขนาดใหญ่อีกด้วย เมื่อยืนบนช่องทางเดินใน พระเศียรแล้วมองลงมาเบื้องล่าง เราจะได้ยินเสียงค้อน ๔.๖ กัลยาณมิตร เมษายน พ.ศ. 1534-4 เวลาผ่านไปเกือบสองพันปี วัดและวิหารบามิยันเสื่อมลงจนถูกทอดทิ้งราว พ.ศ. ๑๓๔๓ หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๙ ด้วยเหตุผลหลายประการ คือ เส้นทางการค้าสายไหมไม่ปลอดภัยมากขึ้น จำนวน ภิกษุสงฆ์ลดลงเพราะมีศาสนาอื่นเข้ามา นักรบมองโกล นำโดยเจงกีสข่าน เข้ามารบ แถวคันธาระไล่ไปตาม แม่น้ำสินธุ แต่ไม่ทำลาย พระพุทธรูป เพราะศรัทธา พุทธศาสนา และกองทัพ นักรบอื่นๆ เช้ามาทำลายรูป เคารพที่ไม่ใช่ศาสนาของตน เมื่อไม่มีใครเอาใจใส่ คน เลี้ยงสัตว์จึงเอาแกะ แพะ วัว ของตนเข้าไปพักในที่พักว่าง ของสงฆ์เพื่อก่อไฟหลบลม หนาวในหน้าหนาว ภูมิอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญ น้ำละลาย จากหิมะกัดกร่อนหิน ทำให้แผ่นหินสั้นลงๆ มีทิ้งฝุ่นและ สิ่งสกปรกต่างๆ นกก็เข้าไปทำรังมากมาย พระพุทธรูปถูกทอดทิ้งในหุบเขาอันอ้างว้างโดดเดี่ยว เป็นเวลานาน จนกระทิ้ง พระเจ้าอมานุลลาห์ (ครองราชย์ ระหว่างพ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๗๒) ทรงเป็นนักปกครองพระ องค์แรกของอัฟกานิสถานที่เห็นความสำคัญของสถานที่ ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ ถึงกับทรงประกาศให้เป็นมรดก ประจำชาติอัฟกานิสถาน เบื้องต้น ทรงสั่งให้ย้ายโรงแรม หลายแห่งออกจากบริเวณที่ตั้งพระพุทธรูปหน้าผา ให้คน และปศุสัตว์ที่อยู่คลาคล่ำออกไปจากถ้ำ ต่อมาทรงเชิญ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสให้มาสำรวจพื้นที่แต่มีนักปกครอง คนอื่นๆ เช้ามาช่วงชิงอำนาจเสียก่อน ทำให้สถานที่แห่งนี้ ถูกทอดทิ้งไปอีก
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More