พระปิติมัลลกุมาร วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 4 หน้า 54
หน้าที่ 54 / 108

สรุปเนื้อหา

จ่าพรรษาอยู่ในวิหารนั้น เธอนั่งนอนอยู่บนที่นอน ผินหน้า ออกไปทางช่องหน้าต่าง ปากเธอก็สั่งวิธยายซึ่งพระบาลี พุทธวจนะ อันมีชื่อว่า “นมหากวรรค” เมื่อเจ้าปีติมัลละ ได้ยินก็เดินเข้าไปใกล้และตั้งใจฟัง ด้วยความปีติปราโมทย์ ยิ่งนัก และดำริว่า "แท้จริง รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขาร ขันธ์ และวิญญาณขันธ์ พระพุทธเจ้าเทศนาว่ามิใช่ตัวตน มีสภาวะสูญเปล่าหาแก่นสารมิได้ คนอันธพาลเท่านั้นแล จึงจะรักใคร่นับถือซึ่งเบญจขันธ์ว่างามว่าดี ส่วนองค์พระ ชินสีห์เจ้าหาถือว่างามว่าดีไม่ พระองค์ทรงเทศนาว่าละ เบญจขันธ์เสียได้นั่นแลบังเกิดสุข เราควรอุตสาหะปฏิบัติ ตามพระธรรมเทศนาเถิด เห็นจะเกิดประโยชน์อย่าง แท้จริงแก่ตนแน่" เมื่อมีดำริจิตคิดฉะนี้ แล้ว เจ้าปิติมัลละก็รีบเดินทาง ออกไปจากวิหารนั้น ขมีขมันเข้าไปสู่ สำนักสม

หัวข้อประเด็น

- พระปิติมัลลกุมาร

ข้อความต้นฉบับในหน้า

จ่าพรรษาอยู่ในวิหารนั้น เธอนั่งนอนอยู่บนที่นอน ผินหน้า ออกไปทางช่องหน้าต่าง ปากเธอก็สั่งวิธยายซึ่งพระบาลี พุทธวจนะ อันมีชื่อว่า “นมหากวรรค” เมื่อเจ้าปีติมัลละ ได้ยินก็เดินเข้าไปใกล้และตั้งใจฟัง ด้วยความปีติปราโมทย์ ยิ่งนัก และดำริว่า "แท้จริง รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขาร ขันธ์ และวิญญาณขันธ์ พระพุทธเจ้าเทศนาว่ามิใช่ตัวตน มีสภาวะสูญเปล่าหาแก่นสารมิได้ คนอันธพาลเท่านั้นแล จึงจะรักใคร่นับถือซึ่งเบญจขันธ์ว่างามว่าดี ส่วนองค์พระ ชินสีห์เจ้าหาถือว่างามว่าดีไม่ พระองค์ทรงเทศนาว่าละ เบญจขันธ์เสียได้นั่นแลบังเกิดสุข เราควรอุตสาหะปฏิบัติ ตามพระธรรมเทศนาเถิด เห็นจะเกิดประโยชน์อย่าง แท้จริงแก่ตนแน่" เมื่อมีดำริจิตคิดฉะนี้ แล้ว เจ้าปิติมัลละก็รีบเดินทาง ออกไปจากวิหารนั้น ขมีขมันเข้าไปสู่ สำนักสมเด็จพระมหากษัตริย์ กราบ บังคมทูลพระกรุณาขออนุญาต บรรพชาอุปสมบทในพระบวรพุทธ ศาสนา เมื่อได้รับพระบรมราชานุมิติ แล้ว ก็ดีใจดังได้แก้ว รีบเช้าสู่ สำนักพระภิกษุสงฆ์ เพื่อขอ บรรพชาอุปสมบทแล้วก็อุตสาหะ ราเรียนพระมาติกาจนชำนิชำนาญ แล้วก็เรียนซึ่งพระกรรมฐาน ตั้งใจ ๓ จะปฏิบัติวิปัสสนาธุระ จึงพาเพื่อนพระภิกษุ ๓๐รูป ไป อาศัยกระทำสมณธรรมอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง พระปิติมัลละ เมื่อไปกระทำสมณธรรมบำเพ็ญ วิปัสสนากรรมฐานในปาครั้งนั้น ท่านก็ยับยั้งอยู่ด้วยอิริยาบถ ทั้งสอง คืออิริยาบถเดินประการหนึ่ง อิริยาบถยืนประการหนึ่ง ประพฤติแต่อิริยาบถทั้งสองประการนี้โดยมาก ทั้งนี้ก็เพื่อจะ ไม่ให้เกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน อันเป็นนิวรณ์อย่างร้ายกาจ ต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเช้ามาครอบงำในสันดานได้ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าเสาเดินจงกรมไปหลายๆ วันเข้า เท้าทั้งสอง ก็พุพองบวมเป่งแตกเป็นหนองบุพโพโลหิต เมื่อเดินจงกรมไป ด้วยเท้ามิได้แล้ว พระปิติมัลลเถระก็ไม่ละความเพียรพยายาม ๕๒ กัลยาณมิตร เมษายน พ.ศ. ๒471(1 อุตสาหะจงกรมไปด้วยเขาคือคลานไป เมื่อจงกรมไปๆ มาๆ ด้วยเข่าในราวป่า นายพรานคนหนึ่งไปเห็นเข้า ไม่ทันพิจารณา พินิจ สําคัญผิดว่าเป็นเนื้อตัวใหญ่ จึงพุ่งหอกอันคมกล้าไปโดย แรง ถูกสีข้างของพระผู้เป็นเจ้าทะลุ พระผู้เป็นเจ้าจึงร้อง ถามขึ้นว่า “ใครนั่นมาแทงเรา โกรธเคืองเราด้วยเรื่องอะไรกัน?" นายพรานได้ยินเสียงพระเถระร้องดังนั้นก็ตกใจ เกรงกลัว ความผิดเป็นกำลัง จึงตั้งหน้าวิ่งหนีไปจากที่นั่นโดยเร็ว พระปิติมัลลเถระจึงร้องเรียกเพื่อนพระด้วยกันให้มาช่วยชัก หอกออกจากกาย แล้วก็เอาหญ้าและใบไม้ม้วน จุกบาดแผลเข้าไว้ให้เพื่อนพระช่วยพยุงกาย ไปนั่งเหนือหลังแผ่นศิลาราบในที่สุดแห่งที่ จงกรม แล้วขอร้องให้เพื่อนพระทั้งปวงหลีก ออกไปจากที่นั้นให้หมด พระเถระก็ตั้งสติ กำหนดบทกรรมฐาน ซึ่งมีเวทนานุปัสสนา เป็นไปโดยมาก คือมากกว่าอนุปัสสนาทั้ง ในพระมหาสติปัฏฐาน ต่อกาลไม่นาน วิปัสสนาญาณก็เริ่มบังเกิดขึ้นเป็นลำดับ และเจริญขึ้นเรื่อยๆ จนถึงสูงสุด เท ภิทาญาณ ๓ พระชินบุตรปีติมัลละก็ได้ สำเร็จซึ่งอรหัตผล เป็น พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด ในพระบวรพุทธศาสนา พร้อมด้วยพระปฏิสัม ครั้นพระผู้เป็นเจ้าได้สำเร็จเป็นพระอรหันตขีณาสพ แล้ว ก็ให้สัญญาแก่บรรดาพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงมาประชุมกัน แล้วกล่าวซึ่งคุณแห่งพระอรหัตผลอันตนได้ แก่เพื่อนสงฆ์ ทั้งปวงแล้ว จึงมีเถรวาจากล่าวว่า “ดูรา สหธรรมมิกทั้งหลาย! แท้จริง พระพุทธฎีกา แห่งองค์สมเด็จพระมหากรุณาเจ้า พระองค์ผู้ทรงตรัสรู้ พระจตุราริยสัจธรรมอันประเสริฐนั้นย่อมทรงไว้ซึ่งความจริง แท้นักหนา อนึ่งสมเด็จพระศาสดาเจ้าได้พร่ำสอนพวกเรา ไว้โดยมากว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อัน รวมเป็นเบญจขันธ์นี้ มิใช่อาตมา มิใช่ของอาตมา หาสาระ แก่นสารมิได้ ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงพิจารณาสละเลีย อย่า
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More