ข้อความต้นฉบับในหน้า
ต่อมาสีหเสนาบดีเข้าร่วมประชุมกับเจ้า
ลิจฉวีทั้งหลาย ได้สดับกถาปรารภคุณ
ความดีของพระบรมศาสดาอีก ก็เกิด
ความปรารถนาจะไปเฝ้าพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า จึงไปหา แจ้งความจำนงของ
คนแก่นิครนถนาฏบุตร แต่ก็ได้รับการ
ทัดทานอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้นในวาระ
ที่สาม เมื่อได้ฟังคำสนทนาของคนอื่น
กล่าวสดุดีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความ
ปรารถนาของสีหเสนาบดีที่จะได้เข้า
เฝ้าพระบรมศาสดาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
จึงดำริว่าถ้าเราขึ้นไปบอกกับนิครนถ
นาฏบุตร ก็คงไม่ได้เข้าเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าเป็นแท้ จึงตกลงใจไม่บอก
สั่งนายทหารใกล้ชิดให้เตรียมยาน
พาหนะนับจำนวนร้อย เพื่อเดินทาง
ออกจากกรุงไพศาลีไปเฝ้าสมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ณ กูฏาคารศาลา
ป่ามหาวัน อันเป็นการเดินทางเต็มตาม
อิสริยยศของขุนพลแคว้นวัชชี มีกอง
ทหารติดตามไปด้วยเป็นอันมาก เมื่อ
สิ้นระยะทางที่รถจะไปได้แล้ว ก็ลง
เดินเท้าต่อไปจนถึงที่ประทับ เมื่อถวาย
บังคมและนั่งลง ณ ส่วนข้างหนึ่งพร้อม
ด้วยเหล่าทหารที่ติดตามไปแล้วจึง
กราบทูลขึ้นว่า
“พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ฟัง
เรากล่าวกันว่าพระสมณโคดมเป็น
อริยวาทะ คือผู้มีวาทะหรือความเห็น
เรื่อง “ไม่ทำ” ข้อนี้ จะเป็นเรื่องผิดถูก
อย่างไร ข้าพระองค์หาได้ประสงค์จะ
กล่าวหาความพระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่"
สมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัส
ตอบว่า “ดูก่อนสึนะ! ผู้ที่กล่าว
หาว่าเราพูดหรือสอนเรื่อง “ไม่ทำ”
นั้น จะว่ากล่าวถูกก็มีช่องทางที
เป็นไปได้ หรือจะกล่าวหาเราอย่าง
อื่นอีก เช่นว่า พระสมณโคดมเป็น
ผู้พูดหรือสอน “เรื่องทำ” เป็นต้น
ใครจะว่าเราอย่างไรก็ได้ เพราะ
ที่สอน “เรื่องไม่ทำ” ก็มีสอนจริง
คือสอน “ไม่ให้ท่าทุจริตทางกาย
วาจา ใจ และบาปอกุศลธรรม
ต่าง ๆ” ที่สอน “เรื่องทำ” ก็สอน
จริง คือสอน “ให้ทำสุจริตทางกาย
วาจา ใจ และกุศลธรรมต่าง ๆ
“ดูก่อนสุรเสนะ ! สีหเสนาบดี
ถามเพียงข้อเดียวถึงเรื่องที่ตนได้ฟัง
เขากล่าวหาสมเด็จพระบรมศาสดาว่า
สอนหรือกล่าวเรือง ไม่ทำ แต่สมเด็จ
พระบรมศาสดากลับน่าคำกล่าวหา
=
ต่าง ๆ ถึง ข้อ ซึ่งเป็นค่าสำหรับ
ใส่ร้ายกันมาอธิบายให้ฟังว่า ทั้ง 4 ข้อ
นั้นแม้ใครจะกล่าวหาพระองค์ ก็มีทาง
ที่จะชี้แจงได้ว่าเขากล่าวถูกต้องเหมือน
กัน ครั้นแล้วจึงทรงอธิบายเงื่อนไข
ต่าง ๆ ที่เป็นไปทางที่ดีงาม คือกลับ
คำใส่ร้ายนั้นให้เป็นเรื่องสนับสนุนคุณ
ความดี แห่งพระธรรมคำสั่งสอนของ
พระองค์ แทนที่จะแสดงพระอาการโกรธ
เคืองต่อถ้อยคำกล่าวหาเหล่านั้น สีน
เสนาบดีได้ตรองตามโดยละเอียดก็มี
มเลื่อมใสทั้งในพระพุทธจริยาและ
หลักธรรมคำสั่งสอน เมื่อได้เทียบเคียง
กับความเป็นไปแห่งนิครนถนาฏบุตร
อาจารย์เดิมของตนแล้ว เห็นว่าไกล
กันนัก จึงก้มลงกราบประกาศตนยอม
เป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย คือพระ
พุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตลอดชีวิต แต่แทนที่สมเด็จพระบรม
ศาสดาจะทรงสำแดงพระอาการตื่นเต้นที่
ได้คนสำคัญมาเป็นศิษย์ กลับทรง
ตักเตือนให้คิดดูให้รอบคอบเสียก่อน
เพราะคนสำคัญขนาดสีหเสนาบดี ทำ
อะไรด้วยการไตร่ตรองรอบคอบก่อน
จึงจะเป็นการดี สีหเสนาบดีจึงกราบทูล
ว่า ถ้าเป็นศาสดาคนอื่นได้คนอย่าง
ข้าพระองค์เป็นศิษย์ ก็คงจะยกธง
ประกาศก้องทั่วกรุงไพศาลีเป็นแน่
แต่พระผู้มีพระภาคกลับตักเตือนให้
ไตร่ตรองก่อนเช่นนี้ นับว่าน่าอัศจรรย์
และน่าเลื่อมใส ทำให้ความตั้งใจประกาศ
ตนเป็นอุบาสกแน่วแน่ยิ่งขึ้น จึงขอ
ประกาศตนเป็นครั้งที่สอง
“ดูก่อนสุรเสนะ! สมเด็จพระบรม
ศาสดาทรงมีน้ำพระหฤทัยเอื้อเฟื้อ
ไปถึงพวกนักบวชนิครนถ์ว่า สีหเสนาบดี
เคยเป็นอุปัฏฐากถวายอาหารแก่เหล่า
นิครนถ์นั้น ถ้ามานับถือพระพุทธศาสนา
และเลิกเลี้ยงดูก็จะทำให้นักบวชเหล่า
นั้นขาดแคลนในเรื่องอาหารการบริโภค
และปัจจัยลาภอื่น ๆ จึงตรัสเตือน
สีหเสนาบดีให้คงเลี้ยงดูนิครนถ์เหล่า
นั้นตามปกติ อย่าตัดรอนเรื่องลาภผล
ใด ๆ สีหเสนาบดีกราบทูลว่า ตนเคย
ได้ยินแต่เขากล่าวหาพระผู้มีพระภาค
ว่าใจแคบ สอนไม่ให้คนทำบุญทำทาน
แก่พวกอื่น นอกจากสาวกของพระองค์
เท่านั้น แต่นี่กลับปรากฏว่าตรงกัน
ข้าม เป็นการน่าเลื่อมใสในน้ำพระหฤทัย
ยิ่งนัก จึงประกาศตนเป็นอุบาสก เป็น
ครั้งที่สาม และกราบทูลเกี่ยวกับการ
เลี้ยงดูพวกนิครนถ์ว่า ขอรับไว้พิจารณา
เอง
“ดูก่อนสุรเสนะ! สมเด็จพระบรม
ศาสดาทรงเห็นว่าสมควรจะสั่งสอนธรรมะ
ชั้นสูงต่อไปได้ จึงได้ทรงสอนอนุปุพพ
กลา และอริยสัจคือของจริงทั้ง
ประการ ที่พระองค์ทรงค้นพบและทำ
H
Kalyanamitra.org
at'on