ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น
ต่อไปนี้ ให้ทดลองฝึกซ้อม
ควบคุมใจตนเองให้อยู่ในความสงบ
ด้วยการทำสมาธิในพุทธศาสนาตาม
แนววิชชาธรรมกาย
๑) กราบบูชาพระรัตนตรัย
หน้าที่บูชาพระ สมาทานศีลห้า (หรือ
ศีลแปดตามกำลังศรัทธา) ตั้งใจรักษาให้มั่น
๒) สำรวมใจ ระลึกถึงบุญ
กุศลที่เคยทำมาแล้วตลอดชีวิต เพื่อ
ยังความชุ่มชื่นให้แก่จิตใจ สิ่งใดถ้า
กระทำ ถ้าเห็น ถ้าได้ยิน ถ้าระลึกถึง
แล้วก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ควรเว้นเสีย
๓) นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับ
เท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวา
จรดหัวแม่มือซ้าย หลับตาพอปิดสนิท
แต่ไม่ถึงกับบีบกล้ามเนื้อตา ตั้งกายตรง
ดำรงสติมั่น วางธุรกิจอย่างอื่นชั่วคราว
กำหนดเครื่องหมาย “ดวงแก้ว” ให้
ใสเหมือนเพชรลูกที่เจียระไนเป็นดวง
กลม ๆ ไม่มีตำหนิ สีขาวใสเย็นตา เย็นใจ
โตเท่ากับแก้วตาด่า นี้เรียกว่า “บริกรรม
นิมิต” น้อมมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย
ฐานที่ ๗ (ดูภาพ) แล้วบริกรรมภาวนา
ในใจเป็นพุทธานุสติว่า “สัมมา อะระหัง”
บริกรรมทั้งสองอย่างนี้ให้ควบคู่กันไป
เมื่อนิมิตเป็นดวงแก้วใสเกิด
ขึ้นแล้ว ให้หยุดบริกรรมภาวนาเหลือ
แต่การกำหนดสติอยู่กลางดวงนิมิต
อย่างเดียว ถ้าดวงนิมิตเกิดขึ้นที่อื่น
เช่น ตรงหัวตาบ้าง ข้างหน้าบ้าง หน้าท้อง
บ้าง ฯลฯ ให้น้อมเอานิมิตนั้นมาตั้งไว้
ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แต่อย่าใช้
แรงบังคับ ทำใจให้หยุดเข้าไปตรงกลาง
ดวงนิมิตเรื่อยไปไม่ถอยหลังกลับ ดวง
นิมิตก็จะสว่างสดใสยิ่งขึ้น จะนึกให้
ใหญ่หรือเล็กก็ได้ตามปรารถนา
เมื่อใจหยุดถูกส่วน นิมิตที่เกิดขึ้น
จะเห็นได้ชัดเจน มีลักษณะเหมือน
ดวงแก้วที่เจียระไนแล้ว ใสสะอาดไม่มี
รอยขีดรอยร้าว สว่างเย็นตาเย็นใจ
ขนาดประมาณเท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่
หรืออย่างโตก็ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณหนึ่งคืบ เมื่อใจหยุดถูก
ส่วนเข้า ในที่สุดจะมีรัศมีสว่างรอบดวง
สามารถเห็นจุดศูนย์กลางดวง ซึ่งมี
ขนาดเล็กเท่าปลายเข็ม ดวงนิมิตนี้คือ
ดวงธรรม เรียกว่า ตรงปฐมมรรค ที่ชื่อ
เช่นนี้เพราะเป็นหนทางเบื้องต้นไปสู่
มรรคผลและนิพพาน ฉะนั้น ต้อง
หมั่นประคองรักษาไว้ให้ดี จนกว่า
จะเห็นอยู่ตลอดเวลาทั้งนั่ง นอน ยืน
เดิน จึงจะนับได้ว่า “ได้ที่พึ่งอันประเสริฐ”
ตราบนิรันดร
ข้อควรระวัง
9.
อย่าใช้กำลัง คือ ไม่ใช้
กำลังใด ๆ ทั้งสิ้นเช่น ไม่บีบกล้าม
เนื้อตาเพื่อจะให้เห็นนิมิตเร็ว ๆ ไม่
เกร็งแขน ไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง
ไม่เกร็งตัว ฯลฯ เพราะการใช้กำลัง
ตรงส่วนไหนของร่างกายก็ตาม จะทำให้
จิตเคลื่อนจากศูนย์กลางกายไปสู่จุดนั้น
๒. อย่าอยากเห็น คือ ทำใจ
ให้เป็นกลาง ประคองสติมิให้เผลอ
จากบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิต
ส่วนจะเห็นนิมิตเมื่อใดนั้นอย่ากังวล
ถ้าถึงเวลาแล้วย่อมเห็นเอง การบังเกิด
ของดวงนิมิตอุปมาเสมือนการขึ้นและ
ตกของดวงอาทิตย์ ไม่อาจจะเร่งเวลาได้
๓. อย่ากังวลถึงการกำหนด
ลมหายใจเข้าออก เพราะการฝึกเจริญ
ภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายอาศัย
การเพ่ง อาโลกกสิณ คือกสิณ แสง
Kalyanamitra.org
สว่างเป็นบาทเบื้องต้น เมื่อเกิดนิมิต
เป็นดวงสว่างแล้วค่อยเจริญวิปัสสนา
ในภายหลัง จึงไม่มีความจำเป็นต้อง
กําหนดลมหายใจเข้าออกแต่ประการใด
๔. เมื่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว
ให้ตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกายที่เดียวไม่ว่า
จะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตามเช่น ยืนก็ดี
เดินก็ดี นอนก็ดี หรือนั่งก็ดี ห้ามย้าย
ฐานที่ตั้งจิตใจไปไว้ที่อื่นเป็นอันขาด
ให้ตั้งใจบริกรรมภาวนาพร้อมกับนึกถึง
บริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วใสควบคู่กัน
ตลอดไป
๕. นิมิตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะ
ต้องน้อมไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายทั้งหมด
ถ้านิมิตที่เกิดขึ้นแล้วหายไปก็ไม่ต้อง
ตามหา ให้ภาวนาประคองใจต่อไป
ตามปกติ ในที่สุดเมื่อจิตสงบ
นิมิต ย่อมปรากฏขึ้นใหม่อีก
gon