การถ่ายทอดธรรมะ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม หน้า 104
หน้าที่ 104 / 142

สรุปเนื้อหา

“ในชีวิตเดียวของเรานี้ เป็นช่วง ระยะเวลาที่สั้นเกินไป เราไม่สามารถ ที่จะคิดอะไรเองได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา ค้นคว้า การศึกษาก็คือ การไปเรียนรู้ เต็มเปี่ยม พร้อมกันนั้น ก็ได้ฟังประสบ การณ์อันทรงคุณค่า ประดุจว่า อาจารย์ ได้มอบแก้วมณีโชติรสแก่พวกเราเลย ทีเดียว "ในการที่จะถ่ายทอดธรรมะให้ ความคิดของผู้อื่นที่มีประสบการณ์มา | บุคคลอื่นให้สามารถรับรู้ได้ง่าย มีทั้ง ก่อน และได้ถ่ายทอดกันต่อ ๆ มา ซึ่ง ถ้าหากว่าจะให้เราไปศึกษาค้นคว้าหรือ คิดเอาเองทั้งหมด เราก็จะไม่มีเวลาพอ ดังนั้น การที่เราศึกษาจากท่านผู้รู้ จึงทำให้สามารถย่นระยะเวลา ได้มาก เพราะเรื่องที่เขาคิดมาก่อน และได้วางไว้เป็นบรรทัดฐาน วาง เป็นหลักเกณฑ์เอาไว้แล้ว เราก็ไม่ ต้องไปเสียเวลาคิดค้นอีก ดังที่พระ สัม

หัวข้อประเด็น

- การถ่ายทอดธรรมะ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

“ในชีวิตเดียวของเรานี้ เป็นช่วง ระยะเวลาที่สั้นเกินไป เราไม่สามารถ ที่จะคิดอะไรเองได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา ค้นคว้า การศึกษาก็คือ การไปเรียนรู้ เต็มเปี่ยม พร้อมกันนั้น ก็ได้ฟังประสบ การณ์อันทรงคุณค่า ประดุจว่า อาจารย์ ได้มอบแก้วมณีโชติรสแก่พวกเราเลย ทีเดียว "ในการที่จะถ่ายทอดธรรมะให้ ความคิดของผู้อื่นที่มีประสบการณ์มา | บุคคลอื่นให้สามารถรับรู้ได้ง่าย มีทั้ง ก่อน และได้ถ่ายทอดกันต่อ ๆ มา ซึ่ง ถ้าหากว่าจะให้เราไปศึกษาค้นคว้าหรือ คิดเอาเองทั้งหมด เราก็จะไม่มีเวลาพอ ดังนั้น การที่เราศึกษาจากท่านผู้รู้ จึงทำให้สามารถย่นระยะเวลา ได้มาก เพราะเรื่องที่เขาคิดมาก่อน และได้วางไว้เป็นบรรทัดฐาน วาง เป็นหลักเกณฑ์เอาไว้แล้ว เราก็ไม่ ต้องไปเสียเวลาคิดค้นอีก ดังที่พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสปฐมเทศนาแก่ ปัญจวัคคีย์ เพียงเวลาไม่นาน ปัญจวัคคีย์ ทั้งห้าก็บังเกิดดวงตาเห็นธรรมได้ทั้ง ๆ ที่พระพุทธองค์ก็ทรงใช้เวลาในการ ศึกษาค้นคว้ามานานถึง 5 ปี ดังนี้ก็ย่อม แสดงให้เห็นได้แล้วว่า การที่ได้ยินได้ฟัง จากท่านผู้มีประสบการณ์ จึงเป็นการ ย่นเวลาได้อย่างมาก” ...การให้เสื้อผ้า เป็นการให้ ผิวพรรณ การให้ข้าวและน้ำได้ชื่อ ว่าให้กำลัง การให้ความสว่าง ให้ดวงประทีปชื่อว่าให้ดวงตา แต่ การให้ธรรมะนั้น ได้ชื่อว่าให้สิ่งที่ เป็นอมตะ ให้สิ่งที่ไม่ตายและให้ อิสรภาพที่แท้จริง จึงชนะการให้ ทั้งปวง... ดูอาจารย์ถ่ายทอดประสบการณ์ เกี่ยวกับธรรมะแล้ว “กัลยาณมิตร” สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่มีแต่ความ อาจหาญ ร่าเริงและเชื่อมั่นได้อย่าง ความแจ่มแจ้งและชัดเจนนั้น มีความ จำเป็นอยู่ว่า ผู้ถ่ายทอดจักต้องมีจิตใจ ที่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะว่า กระแสจิต นั้นจะถ่ายทอดออกมาทางวาจาหรือ ตัวหนังสือ ซึ่งผมก็เคยเห็นหนังสือบาง เล่ม เขาเขียนมีเสน่ห์มาก ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่า....เขาเป็นบุคคลที่มีความ เมตตาประจำใจ และในขณะที่เขาถ่าย ทอดนั้นก็เป็นเวลาที่จิตใจสงบ มีความ ปรารถนาดี หวังที่จะให้ประโยชน์นั้น เกิดแก่ผู้อื่นจริง ๆ และเมื่อถ่ายทอด กระแสจิตนี้ก็จะลงมาในตัวหนังสือหรือ ออกมาเป็นคำพูด และผู้รับถ่ายทอดก็ สามารถสัมผัสได้ เพราะฉะนั้น หนังสือ ของบางคนจึงมีเสน่ห์ เพราะเหตุที่เขา เขียนด้วยจิตใจที่ประณีต ละเอียด สงบ ระงับ ส่วนบางสำนวนของบางคน อ่าน แล้วรู้สึกว่าร้อนรนกระวนกระวาย เพราะ แสงไฟแห่งโทสะมันแลบออกมาใน ตัวหนังสือของเขา เพราะเหตุนี้ จึงทำให้ คนอ่านรู้สึกเดือดร้อน เพราะหนังสือ ที่เขาเขียนออกมานั้น เหมือนดั่งพ่นไฟ แม้เขาจะคิดว่า เขาทำไปเพื่อความดี แต่เพราะเหตุที่เขาอยากให้ผู้อื่นได้รู้ ความดีของตัว ดังนั้น แม้เขาจะถ่ายทอด เรื่องที่เย็น แต่ผู้รับก็รู้สึกว่าร้อน ...ความหอมของกุหลาบ ไม่เคย เว้นจากกลีบกุหลาบ เพราะความหอม นั้นซึมซาบอยู่ในกลีบกุหลาบนั่นเอง ทีนี้ถ้าหากเราทำให้ใจของเราให้เป็น กลีบกุหลาบ จะเขียนอะไร มันก็มีความ หอมของดอกกุหลาบติดออกมาด้วย เป็นธรรมดา แต่ถ้าหากว่า ใจของเรา เป็นเหมือนดั่ง “อุตพิด” ถึงแม้เราจะ พยายามแต่งสีสรรค์ให้มันสวยงาม อย่างไรก็ตาม แต่ว่าความเหม็นของ กลิ่นอุตพิด มันก็ติดอยู่กับดอกอุตพิด นั่นเอง เพราะฉะนั้น ในการถ่ายทอด ธรรมะโดยวิธีการพูดหรือเขียน หรือโดย วิธีสนทนาอย่างใดก็ตาม เราจำเป็น จะต้องทำใจให้สงบ แล้วก็มีความ เมตตาปรานี มีความกรุณาและ... มีปัญญา ซึ่งเป็นตัวสำคัญมาก...บุคคล ใดที่มีองค์ประกอบสี่ประการนี้ครบ บริบูรณ์ เขาย่อมสามารถถ่ายทอด ประสบการณ์ของตนให้จับใจผู้รับได้ อย่างแน่นอน” ท่านอาจารย์ได้กรุณาเปิดเผย ถึงหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ท่าน ได้นำมาใช้ในการเขียนและการพูดไว้ว่า “หลักและวิธีการในการถ่ายทอด ธรรมะหรือศิลปะในการถ่ายทอดที่ดี นั้น มีอยู่สี่ประการ เป็นหลักการสอน ตามแนวพุทธจริยา ดังนี้ ประการที่หนึ่ง สันทัสสนา การแสดงให้เห็น จริง ชัดแจ้ง คือชี้ให้เข้าใจอย่างชัดเจน ด้วยภาษา สุภาพและมีเหตุผล ให้สามารถมองเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ได้ อย่างแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูให้เห็น เป็นที่ประจักษ์ตา หลักสำคัญก็คือว่า จะต้องไม่ใช้ภาษาที่รุนแรงเกินไป ร้อน เกินไป เพราะถ้าหากผู้ถ่ายทอดมิได้ ใช้มธุรสวาจา แม้ผู้รับถ่ายทอดจะรู้ว่า ถูกแต่บางทีเขาก็ไม่รับ เพราะทำใจให้ รับไม่ได้ แต่ในบางครั้ง เรื่องที่สอน ก็ยากเกินกว่าที่จะชี้ให้เห็นจริงได้ด้วย เหตุผล ก็อาจจะใช้ภาษาเปรียบเทียบ cob Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More