ข้อความต้นฉบับในหน้า
ก็มีเสียงดังโครกคราก เจ็บแปลบเหมือน
ถูกเชือดด้วยคมดาบ ทั่วพระวรกาย
ร้อนเหมือนถูกย่างบนกองไฟ แต่พระองค์
ก็ไม่ทรงท้อถอย ทรงกลั้นลมอัสสาสะ
ปัสสาสะอยู่อย่างนั้นเอง ใครที่ผ่าน
มาพบเห็นพระองค์เข้า ต่างก็พูดเป็น
เสียงเดียวว่า ต้องสิ้นพระชนม์แน่ ๆ
เมื่อทรงกลั้นลมหายใจอยู่อย่างนั้น
หลายเวลา ก็ยังไม่ทรงเห็นธรรม จึง
ทรงอดพระกระยาหาร จนพระวรกาย
เหี่ยวแห้งซูบผอม เวลาคลำพระอุทร
ก็ถูกกระดูกสันหลัง เวลาลูบพระวรกาย
ก็มีพระโลมา (ขน) รากเน่าร่วงหลุดติด
พระหัตถ์มา ครั้นเวลาไปทรงพระบังคน
หนัก (อุจจาระ) พระบังคนเบา (ปัส
สาวะ) ก็ทรงหมดกำลังล้มฟุบลง เรี่ยว
แรงจะพยุงกายขึ้นเองก็ไม่มี แต่ก็ยังไม่
ทรงเห็นธรรมอยู่นั่นเอง
ความเชื่อดั้งเดิมของนักบวชทั้ง
หลายสมัยนั้น แบ่งออกได้เป็น ๒ ประ
เภทใหญ่ ๆ คือ ประเภทแรกมีความเชื่อ
ว่า ธรรมอยู่ภายนอกกาย โดยคิดว่า
ธรรมคงอยู่ตรงโน้น ตรงนี้ ป่าโน้น เขานี้
ทะเลนั้น แม่น้ำนี้ ฯลฯ ตามแต่จะนึกเดา
เอา ประเภทที่สองมีความเชื่อว่า ธรรม
อยู่ภายในกาย โดยอาจจะอยู่ตรง
อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายก็ได้
เช่น ในปอด ในหัวใจ ในสมอง ใน
กระเพาะ ในลมหายใจที่เข้าออก ฯลฯ
และอาจจะเห็นธรรมได้ด้วยการทรมาน
ร่างกายให้ได้รับความทุกข์อย่างแสน
สาหัส ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะทรงทดลอง
ปฏิบัติตามความเชื่อทั้งสองประเภทนั้น
จนหมดทุก ๆ วิธีแล้ว ก็ยังไม่ทรงเห็น
ธรรมแม้แต่เพียงแวบเดียว พระองค์จึง
ทรงตระหนักได้เองว่า
๑. ความเชื่อที่ว่า ธรรมอยู่ภาย
นอกกายนั้นย่อมไม่เป็นความจริงแต่
อย่างใด ที่แล้ว ๆ มาล้วนแต่เป็นเพียง
ความเชื่อถือทั้งสิ้น
ๆ
๒. ความเชื่อที่ว่าธรรมอยู่ภาย
ในกายนั้นมีทางเป็นไปได้อย่างยิ่ง และ
ควรจะพบได้ ด้วยการอบรมใจมากกว่า
วิธีการทรมานร่างกาย
เมื่อพระองค์ทรงเฉลียวใจว่า
ธรรมย่อมอยู่ในกายและจะเห็นได้ด้วย
การอบรมใจให้ควรแก่งาน จึงเกิด
ปัญหาตามมาว่าแล้วใจที่สมควรแก่การ
เห็นธรรมนั้น ควรจะมีลักษณะอย่างไร
พระองค์จึงทรงดำริต่อไปว่า เมื่อธรรม
เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่ง ก็จำต้องใช้ใจที่
ละเอียดประณีตเท่ากับธรรมนั้น จึง
จะสามารถเห็นธรรมได้
อะไรเล่าที่ทำให้ใจไม่ละเอียด
ความกังวลในเรื่องที่ผ่านไปแล้วในอดีต
บ้าง ความกังวลเรื่องในอนาคตที่ยังมา
ไม่ถึงบ้าง ต่างก็เป็นเหตุให้ใจไม่ละเอียด
ได้ แล้วมีใครบ้างเล่าที่ไม่มีความกังวล
ในเรื่องเหล่านี้เลย เว้นแต่ใจเด็กเท่านั้น
ที่กังวลไม่เป็น สำหรับผู้ใหญ่แล้วโดย
ธรรมชาติ ใจจะมีความกังวลด้วยกัน
ทุกคน เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตระ
หนักเช่นนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงย้อนระลึก
ขึ้นมาได้ว่า
เมื่อครั้งพระองค์ทรงพระชน
มายุ ๓ พรรษานั้น ได้ตามเสด็จ
พระราชบิดาไปในพระราชพิธีแรก
นาขวัญ ครั้งนั้นพระองค์ทรงประ
ทับนั่งภายใต้ร่มไม้หน้าตามลำพัง
มีพระทัยสงบไร้ความกังวลใด ๆ
ทั้งสิ้น พระองค์ได้ทรงทำสมาธิ
ด้วยการเพ่งใจไปหยุดสนิทติดนิ่ง
ตรงศูนย์กลางกาย ตามนิสัยที่สืบ
เนื่องมาแต่ครั้งทรงนั่งสมาธิในพระ
ครรภ์ เมื่อใจของพระองค์ทรงหยุด
คิดลมหายใจก็หยุดลงพร้อมกัน
ตรงศูนย์กลางกายก็เกิด ดวงธรรม
ลักษณะคล้ายดวงแก้วใสและสว่าง
ปรากฏขึ้น ครั้งนั้นพระองค์ทรงได้
รับความสุขอย่างยิ่ง
พระองค์ทรงดำริต่อไปว่า ชะรอย
การเพ่งใจให้ทั้งลมและใจหยุดสนิทติด
นิ่งตรงศูนย์กลางกายดังที่ทรงกระทำมา
แล้วนั้น จักเป็นทางแห่งการตรัสรู้ได้บ้าง
เป็นแน่ ดังนั้นพระองค์จึงทรงตัดสิน
พระทัยกลับมาเสวยพระกระยาหารให้
ร่างกายกลับแข็งแรงดังเดิมอีก เพื่อเตรียม
พระองค์ค้นคว้าแสวงหาธรรมตามวิธี
ที่ทรงตรึกได้ต่อไป
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา เจ้าชาย
สิทธัตถะทรงเลิกการทำา สมาธิภายนอก
ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมของดาบสสมัยนั้น (สมา
ภายนอกเป็นการท่าสมาธิโดยอาศัย
วัตถุต่าง ๆ ภายนอก เช่น วงกลมดิน
วงกลมน้ำ ฯลฯ เป็นที่เพ่งใจให้หยุดคิด
ในเบื้องต้น แล้วต่อไปจึงกำหนดใจถึง
ความว่างของอากาศบ้าง ของวิญญาณ
บ้าง ฯลฯ ที่ภายนอกร่างกายเป็นอารมณ์
ให้ใจละเอียดขึ้น) ทรงเริ่มต้นทำ สมาธิ
ภายใน ด้วยการกำหนดใจไว้ที่ศูนย์
กลางกาย ตามที่ได้เคยปฏิบัติขณะทรง
พระเยาว์นั้น
การทําสมาธิภายในครั้งนี้ เกิด
ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง พระองค์
ทรงสามารถทำสมาธิให้รุดหน้าไปได้
ตามลำดับ ตั้งแต่รูปฌาน ๔ จนถึง
บ
อรูปฌาน ๔ อย่างรวดเร็วเกินคาด เมื่อ
เทียบกับการท่าสมาธิภายนอกแล้วปรา
กฎผลแตกต่างกันอย่างยิ่ง ทรงพบว่า